Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

Looking Back

เชื่อไหม … ว่าขณะที่ทำธุรกิจ มีคนชื่นชม ภาคภูมิใจในงานที่เราทำ เรามองย้อนกลับไปในวันเวลาเก่าๆ

ตอนที่ทำงานอิสระ แบบที่บางเดือนก็ไม่มีรายได้ ใน… เวลาที่เขียน blog เวลาที่ว่างโทรไปหนุนใจคนอื่น เวลาที่สอดส่ายหาโอกาส คอยประกาศกับผู้คนที่ปวดร้าว ทั้งในโลกจริง และโลกออนไลน์ตามที่ต่างๆ เวลาที่ทำเพจภาษาจีนด้วยข้อพระคำ เวลาที่อ่านหนังสือเล่มนั้นเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เวลาที่ได้นั่งเล่นเปียโน เล่นกีต้าร์ เขียนเพลงใหม่ๆ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่ได้ทำเว็บที่ตั้งใจจะทำ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ลาออกจากงานเขียนโปรแกรมครั้งสุดท้าย

แปลกนะ … เรากลับมองว่าตอนนั้น ตัวเองไม่เคยไร้ค่าเลย มีความสุข มีความรู้เพิ่ม ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
แม้ว่าคนทั้งโลกจะมองว่าไร้สาระมากกก

แต่โลกธุรกิจก็สอนให้รู้จักมุมมองผู้คนมากขึ้นเยอะและได้เรียนรู้ว่า…
คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะ คนที่ประสบความสำเร็จมากๆ มีทรัพย์สินเงินทองเจ๊อะแจ๊ะ
Proud กับสถาบัน องค์กร บริษัท ที่เคยผ่าน เคยสร้างมันขึ้นมา ภูมิใจในเกียรติ ในประสบการณ์ ในความสำเร็จ เงินทอง ที่ดิน ชื่อเสียง ฯลฯ ของตนเอง
และพอจะหยิบยื่นข่าวดีให้ พวกเขา ก็ยังไม่พร้อมจะเปิดรับมันเลย

ทั้งๆ ที่ … ทุกอย่างก็อนิจจัง ตายไปก็เอาอะไรไปไม่ได้ซักอย่าง และพระคุณความรอดนั้น ก็เป็นของฟรี

555 ก็ยังจะอยู่ในธุรกิจไปก่อน จนกว่าพระเจ้าจะให้ clue มาเพิ่ม
เรื่องที่ว่าแปลก และ contrast กันนั้น
แปลก … แต่จริง

Leave a comment »

Breaking the Prison – ธุรกิจกับการแหกคุก

สารคดีการแหกคุก อัซคาบัน เอ้ย อาคาทาส นี่ ทำให้ได้ข้อคิดบางอย่างนะ

การทำธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มีจุดเชื่อมโยงกับการแหกคุกที่รอดไปได้

ตรงไหน?

คนที่แหกคุกสำเร็จนี่ คิดอยู่ตลอดเวลา ถึงวิธีการและช่องทางต่างๆ นาๆ ที่จะออกไปหาอิสรภาพ … ในขณะที่พัศดีทำงานในเวลางานเท่านั้น
พวกเขา คิด แล้วก็คิด … หาความเป็นไปได้ ที่จะตัด แหกเจาะ ลอด ปีน มุด หาช่องทางที่เอาตัวเองออกไป หาผู้ช่วยร่วมแก๊งค์ หรือแม้กระทั่ง หาอุปกรณ์ต่างๆ เข้ามาช่วย

ธุรกิจก็เหมือนกัน … จะประสบผลสำเร็จได้ ก็ต้องเชื่อก่อน ว่าจะทำมันได้ คิด คิด แล้วก็คิด จะทำวิธีไหนบ้าง? อย่างไร? หาคนช่วยสนับสนุน หาเครื่องมือต่างๆ จนกระทั่งถึงแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

คิดใคร่ครวญ … อดทน แล้วจะถึงวันนั้น

Leave a comment »

Joy – จอย เธอสู้เพื่อฝัน (บทวิจารณ์)

มาต่อกันที่หนังชิง Oscar เรื่อง 2 ที่เกริ่นไว้เมื่อวันก่อน ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่ประทับใจ และให้กำลังใจคนดู

Joy

เรื่องราวความฝันและการต่อสู้ฝ่าฟัน ของหญิงสาวนามว่า Joy ที่ไม่เคยมีโอกาสได้เรียนมหาลัย แต่เป็นนักประดิษฐ์ผู้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรนับ 100 ชิ้น

การดำเนินเรื่องอาจจะน้ำเยอะไปหน่อย แต่สาระแบบเนื้อๆ ก็ไม่น้อยเกินไป ปนกันไปมาในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง หนังเล่าถึงพื้นเพของบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนในงานผลิตม็อบบันลือโลก ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของไอเดียสร้างสรรค์ กระบวนการเริ่มธุรกิจ การแตกยอด การหาแหล่งเงินทุน ช่องทางการขาย รวมทั้งเรื่องของกฎหมาย จนก้าวไปสู่จุดหมายมากกว่าที่คาดไว้ (ไม่ได้สปอย แต่เป็นหนัง bio ที่คนดูส่วนใหญ่รู้ข้อมูลอยู่แล้วเกี่ยวกับเจ้าของเรื่อง)

จัดเป็นหนังที่ดีทีเดียว เพราะรายละเอียด ขั้นตอนการเติบโตเป็นไปของธุรกิจค่อนข้างละเอียด รวมถึงการเล่าเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน ผู้ผลิต ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ และคนที่มีสิทธิบัตรในไอเดียที่เหมือนกัน อีกทั้งหนังยังให้ความหวังกำลังใจแก่ผู้ชม ว่าสุดท้ายแล้วหากตั้งใจลงมือทำ เป้าหมายก็อยู่ไม่ไกล

JenLaw

หนังมีจุดพีค ของตัว Joy ที่ทุกอย่างมืดแปดด้านแบบขีดสุด โดยเฉพาะเรื่องการเงิน กำลังจะล้มละลาย ยายที่ให้กำลังใจมาตลอดเสียชีวิต และการถูกโขมยไอเดีย แต่สุดท้ายเธอก็ผ่านมันมาได้ … ผ่านมันมาอย่างไร อยากให้ไปดูเอง มันเหมือนกับการเล่นหมากรุก ที่หมดทางสู้ แต่สุดท้ายก็กลับมารุกฆาตได้อย่างเหลือเชื่อ

สำหรับการแสดงของ Jennifer Lawrence จัดว่าทำได้ดีทีเดียว ทั้งการพูดภาษาสเปนแบบสมจริง สีหน้า แววตา ท่าทาง การแต่งตัวเนิร์ดๆ ผ่าน สมเป็นเจ๊จอย แต่ด้วยบทของหนัง ไม่ได้ขนาดที่ส่งให้เธอได้รับรางวัลออสการ์ 2016 แต่อย่างไร

สำหรับเรื่องนี้ กดคะแนนให้ที่ 7 นะจ๊ะ เพราะมีส่วนไม่ได้สำคัญที่ต้องมีเข้ามาเยอะทีเดียว

Leave a comment »

Spotlight – คนข่าวคลั่ง (บทวิจารณ์)

ช่วงนี้ได้ดูหนังน้ำดี 2 เรื่องที่สร้างจากเรื่องจริง แถมยังจัดอยู่ในระดับออสการ์
ทั้ง 2 เรื่องนี้ ทำให้มีแรงบันดาลใจในการเขียนวิจารณ์ภาพยนตร์อีกครั้ง
วันนี้ขอเป็น Spotlight เรื่องเดียวก่อน เรื่องที่ 2 ไว้พรุ่งนี้นะจ๊ะ ^_^

ว่าด้วยทีมเหยี่ยวข่าวระดับพระกาฬแห่งปี 2002 ชื่อว่า Spotlight ที่ต้องตามสืบเรื่องราวเกี่ยวกับบาทหลวงนับร้อยคนซึ่งกระทำผิดทางเพศต่อเด็ก แต่ด้วยอำนาจที่มองไม่เห็น ทำให้ผู้ทำผิดจำนวนมากรอดลอยนวลและยังทำความผิดซ้ำๆ ในหลายท้องที่ต่อไป

หนังเล่าเรื่องขั้นตอนการทำงานของทีมข่าว ตั้งแต่หากประเด็นที่จะมาลงหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ประจำท้องถิ่นที่ชื่อว่า Boston Globe การเก็บและสืบหาข้อมูล การพูดคุยกับแหล่งข่าวและประจักพยานของเหตุการณ์ แต่ละคนตามข่าวอย่างไร? ใครทำงานอะไรบ้าง?

SpotLight

ตอนดู Trailer ครั้งแรก รู้สึกว่าน่าจะเป็นหนังที่แรง ตั้งใจจะพาดพิงเหล่าผู้เชื่อคริสเตียน คาทอลิก หรือเปล่า? แต่พอดูแล้ว กลับเห็นว่าเป็นอีกเรื่องที่ดีจริงๆ หากไม่มีการเปิดโปงของทีมข่าว ระบบความยุติธรรมของอเมริกาคงพิการไปแล้ว เพราะมันพัวพันตั้งแต่อำนาจของกฎหมาย ทนาย ครอบครัวผู้ถูกกระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของ ศรัทธา!

ในหนังได้กล่าวประเด็นที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น มีทีมวิจัยนึงที่ทำสถิติมาหลายปีว่า จะมีบาทหลวงราว 13% ที่จะมีพฤติกรรมทำผิดต่อเด็กจากบาทหลวงทั้งหมด ในปี 2002 ตามท้องเรื่อง เฉพาะเมืองเดียวคือ Boston ก็ปาเข้าไปราว 200 คนแล้ว ถ้ารวมกันทั้งประเทศ ทั้งโลกจะเป็นอย่างไร … สิ่งที่หนังพยายามจะสื่อ คือไม่ใช่ว่าใคร หรือกลุ่มใดที่พยายามปกปิดเรื่องแย่ๆ แต่หากเป็นที่ “ระบบ” ต่างหาก

นอกจากนี้ ยังพูดถึง ทนายหลายๆ คน ที่แม้แต่ทนายเอง ก็มีเหตุผลที่ต้องยอมปล่อยให้เรื่องเงียบไป โดยที่ทำอะไรไม่ได้ ความบอบช้ำกระทบกระเทือนจิตใจและชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายแต่ละคน สุดท้าย ประเด็นที่น่าสนใจคือ บางครั้ง เรามีข้อมูลใกล้ตัวอยู่ในมือ เรารู้ เราเห็น เราสามารถทำอะไรได้มานานแล้ว แต่กลับละเลยไม่ได้สนใจ จนกระทั่งเรื่องราวมาเปิดโปง ถูกที่ถูกเวลาเมื่อผ่านไปเป็นสิบปี!!!

Spotlight2.png

ในมุมมองที่เราเป็นผู้เชื่อ สิ่งที่เราได้รับคือ ความเสียใจกับการทำผิดของผู้นำในคริสตจักรคาทอลิก ที่ผู้มีอำนาจสูงขึ้นไปเกรงภาพลักษณ์ของเหล่านักบวชจะมัวหมอง จึงจงใจปกปิดความผิดเหล่านี้ โดยการสั่งให้ผู้ทำผิดย้ายคริสตจักรไปเรื่อยๆ และมีโค้ดลับในเอกสารว่าป่วยบ้าง ลากิจบ้าง ทำให้ความผิดนั้นลุกลาม และคอยตามปกปิดอยู่ตลอด แต่หากมีการเปิดโปง และได้รับการจัดการในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่แรก ลงโทษให้เห็นเป็นเยี่ยงอย่าง อาจทำให้รู้สึกเข็ดหลาบ มีผู้ถูกกระทำ รวมถึงผู้กระทำผิดน้อยลงไปด้วย

ไม่ได้อคติกับหนังออสการ์ แต่กดคะแนนให้ที่ระดับ 7.5 เพราะยังไม่ถึงระดับ Nolan 555

ป.ล. ใครตั้งชื่อภาษาไทย “คนคลั่งข่าว” ถ้าไม่รู้มาก่อน จะนึกว่านั่งแอ็คชั่นหรือหนังโรคจิตไปซะ

Leave a comment »

How Mercy Works? – พระเจ้าแห่งพระเมตตา

I realized about mercy of God since the Genesis to Revelation many times.
Today I asked Him about business, I’ve got something from Luke 14:8-11

“When you are invited by anyone to a wedding feast,
do not sit down in the best place,
lest one more honorable than you be invited by him.
And he who invited you and him come and say to you,
‘Give place to this man ‘ and then you begin with shame to take the lowest place.
“But when you are invited, go and sit down in the lowest place,
so that when he who invited you comes he may say to you ‘Friend, go up higher.’
Then you will have glory in the presence of those who sit at the table with you.
“For whoever exalts himself will be humbled,
and he who humbles himself will be exalted.”

How will God lift a man up if he’s already at the high position?
Above the repentance, one principle in the Kingdom of God which is a key of honor is HUMILITY. (“Before honor is humility.” – Proverbs 18:22) When we’re humble, we’re at the low place, not raise ourselves. And if we’re in the condition of being pity, that’s right!!!

When the LORD saw that Leah was unloved, He opened her womb, but Rachel was barren.

From Genesis 29:31 we knew that God bless Leah because she didn’t receive the love from the Husband, Jacob, & Rachel was full of love from a man already.

In the time of Jesus, He moved with compassion when He saw the peoples’re sicked or they had no shepherd (Matt 24:34, 9:36, 14:14) In the same way that God will bless people who’s lost or there’s something makes him look poor.

“The LORD is near to those who have a broken heart
& saves such as have a contrite spirit.” 
[Pslam 34:18]

God has kindness & mercy enough to care heart-broken people, He will not crumble moreover.

“A bruised reed He will not break
& smoking flax He will not quench…” 
[Matt 12:20]

Especially, widows & orphans.

“Do not exploit widows or orphans.
If you do and they cry out to me, then I will SURELY help them.
My anger will blaze forth against you & I will kill you with the sword…”
[Exo 22:22-24]

Biblical leaders, most of them are very humble. Moses did the great work to lead Israelite from Egypt. “Moses was very humble, more than all men who were on the face of the earth.” (Num 12:3) Gideon, the warrior of powerful army said “My clan is the weakest in Manasseh, and I am the least in my father’s house.” (Jud 6:15) Even Apostle Paul, he said “To me, who am less than the LEAST of all the saints…” (Eph 3:8) They all reckoned themselves that they are least people.

Furthermore, If you notice, Joseph was in a prison before he had authority over the land. God had favor to Ruth when she was a foreigner, widow & poor. Mordecai’s gonna be killed, but finally he brought the victory & joy to his nation. David was often alone in the field before he became a king. God blessed Daniel through Babylon while he was a slave. Oh a lot of believers in history got a situation of changing.

When God look down from heaven while you are forsaken, get lost, broken, weeping, etc…Heavenly Father will pour out his blessing from the Throne of Mercy.

1 Comment »

If I gotta go

If I gotta leave today, I must be disappointed. I don’t finish anything yet, both mission & business.

About mission, I forsake everything to make it done & take many years. Just the verse “Let Your Kingdom come, Let your will be done on earth as it is in heaven”

About business, it’s just beginning but quite well. I want to take care my mom, my employee in soon. I just dont want to be poor worker of God who ask someone for financial support all the time.

But now I can’t eat, cant breathe well & heart beats very fast. It seems heavy things try to make me down.

If I gotta go before I know,
I probably go with the sorrow & disappointment. I’m not ready for it.

Last 15 years I was happy to go without any worry.

I think I will die for Christ oneday, never think about many sicknesses, but I’m in pain & suffering.

When 2015 begined I believe my life has change in a good way & I’m travelling out of the desert.

But now I thank God. At least, I passed last year & live longer than I think.

I didn’t do many dreams yet.
Anyway, darkness tries to pull me.

I’ve fought … I’m fighting.

Mom … I really love you…
No one I ever met can love me like you.

God … I love you…
My time is running out to meet you there. It’s glad in my regret.

Goodbye & Hello.

Leave a comment »

Goodbye Year of Challenge

ขอบคุณพระเจ้าสำหรับปี 2015 ที่กำลังจะผ่านไป 1 ปี อะไรก็เกิดขึ้นอย่งรวดเร็ว เป็นมากกว่าที่คาดคิดไว้ ขอบคุณพระองค์ที่เอาเราออกจาก The Valley of Sorrow.

จะรอดมั้ยนี่?

เป็นปีที่สุขภาพ ร่างกายกำเริบเอามากๆ ไม่รู้ผลพวงจากการใช้ชีวิต หรือการโจมตี เพราะมีหลายครั้งป่วยจนร่อแร่ แทบจะหมดลมหายใจเสียแล้ว ครั้งหนึ่งอาการป่วยเดิมด้วย เป็นไข้ด้วย หนักจนรู้สึกเห็นภาพมืดลง กำลังจะไปโผล่อีกมิตินึงแล้ว แต่ก็รอดมาได้ … อาการปวดท้องที่เป็นมาเรื้อรัง ไปหาหมอที่(เค้าว่ากันว่า)เก่งที่สุด คลีนิกพิเศษ ก็ตรวจจนถึงขั้นทำ CT-Scan แต่สุดท้ายก็ไม่เจออะไร จนหมอเอ่ยปากว่า(จนปัญญา) ไม่รู้จะรักษายังไง ไม่เคยเจอเคสแบบนี้ … ไอ้เราก็ลืมถามถึงไส้ติ่งที่สงสัยว่าจะเป็นไส้ติ่งอักเสบเรื้อรังจากภาพ CT-Scan เอาเป็นว่า พึ่งหมอมามาก พึ่งไม่ได้ ก็ต้องพึ่งพระเจ้าแล้วกัน

พระเจ้าอวยพรธุรกิจ หรือเป็นการทดสอบใจ?

ปี 2015 ตอนแรกก็กะว่าจะหาของมาติดดีไซน์เนื้อหาในเพจภาษาจีนที่มีคนตามอยู่ 3-4 หมื่นคนมาขายในเพจ ควบคู่ไปกับการ ไปๆ มาๆ ตอนต้นปี มีคนชวนไปดูงานธุรกิจเป็นเพื่อน คนตั้งใจไปดูไม่ได้อะไร แต่คนไปเป็นเพื่อน พอกลางปีดันตัดสินใจซื้อเครื่องพิมพ์ เครื่องมือต่างๆ จนกลายเป็น ODM ขายส่ง ผลิต ติดแบรนด์ ให้ลูกค้าเสร็จสรรพ ไม่ได้อัพเดทเพจต่อ เพราะมีคนสั่งสินค้าต่อเนื่อง ครั้งละหลายร้อยชิ้น ทั้งที่ไม่เคยไปโปรโมทที่ไหน ก็มีแต่คนรู้จักนี่แหละบอกต่อ ทำให้ที่จะสร้างระบบอะไรไม่เป็นระบบ ส่วนเงินที่รับมาหลายๆ ก้อน หมุนไปหมุนมา หายหมด
งานที่คั่งค้าง ทั้งหนังสือ 3 เล่มที่จะปล่อยขาย งานรับใช้ผ่านทางเว็บที่ทำมาหลายแรมปี ก็ค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น สรุปว่านี่เป็นพระพรใช่มั้ย หรือทดสอบใจเรานะ ว่าจะเลือกอะไรก่อน เอาเป็นว่าชีวิตพลิกผัน ขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้จริงๆ

Leave a comment »

Do you really feel?

Sometimes I wonder …

Do you really feel what I feel?
Do you really have the same pain with me? In the books of Psalm & Lamentation say so.

I believe in Your Words & still believe. Sometimes I just don’t understand why that feeling or that situation happen so long, longer than I can stand.

If you feel painful such me, then why You leave me in this place with feeling of nothing. Sometimes, it’s like the dark pit … and wait with the only thing that left … it’s HOPE!

1 Comment »

ความรักชนะทุกสิ่ง :: แนะนำ/วิจารณ์หนัง Interstellar แบบไม่สปอย

Posterนานหลายปีที่ไม่ได้เขียนวิจารณ์หนังกะเค้า หลังๆ ไม่ค่อยได้ตบเท้าเข้าโรงหนังเลย พอ Interstellar เข้าโรงปุ๊บ เลยต้องจัด IMAX ซะหน่อย เพราะเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ซึ่งเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่นั่งในโรงที่พารากอนเต็มตลอด จึงต้องระเห็จมาดูวันจันทร์ (คนเดียว) ซึ่งตอนที่ซื้อตั๋ว แทบจะไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว มีแต่ตั๋วหน้าๆ 300 บาท ระหว่างรอเข้าคิวจะเห็นได้ว่าต่างคนต่างมา ส่วนใหญ่ไปดูหนังคนเดียวมากกว่าไปเป็นทีมหรือคู่

ก่อนมาดูนี่ ไม่ได้อ่านวิจารณ์อะไร กลัวโดนสปอย (และจะเขียนวิจารณ์แบบไม่สปอย แม้จะยากก็ตาม เพราะการสปอยอันทำให้เปิดเผยเนื้อเรื่องอันสำคัญ จะวิจารณ์ได้สนุกกว่า) ดูมาแต่ trailer บางตัว ซึ่งเก็บงำเนื้อหาได้ดีจริงๆ แทบจะไม่รู้อะไรเลย และบางอย่างใน trailer ก็หลอกเราได้ ไม่บอกแม้กระทั่งว่า Matt Damon เล่นเรื่องนี้ด้วย!!!

หนังของ Nolan ไม่ใช่หนังที่ทุกคนดูได้ (เหมือนที่เพื่อนหลายคนไม่ชอบ Inception เพราะบอกว่าเข้าใจยาก) แต่ต้องใช้ความรู้และสติปัญญาอย่างมาก ถึงจะเข้าใจได้ทุกซอกทุกมุม ส่วนตัวไม่ได้ต้องการจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แค่มาเสพความเป็น Nolan ซึ่งผลงานหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของเขา ทำให้มีความคาดหวังค่อนข้างสูง แม้จะพยายามไม่ทำอย่างนั้น

Jo-Christเกือบทุกครั้งที่ Christopher Nolan กำกับหนังหรือเขียนบทด้วย จะเห็นได้ว่าเครดิตในการเขียนบท ต้องมีชื่อของ Jonathan Nolan คนน้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งการเขียนบทมืออาชีพของ Jonathan ทำให้ระหว่างที่รอ Interstellar มาแรมปี ได้ดู Person of Interest 1-4 ไปพลางๆ และแน่นอน มันกลายเป็น series ในดวงใจ โปรไฟล์เลิศหรูแสนดีของทั้งคู่ ความมุ่งหวังที่มีจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานก่อนๆ … และ Interstellar นี้ อาจจะไม่ใช่สไตล์ Nolan 100% เพราะมันเคยเป็นโปรเจคของ Steven Spielberg ที่ส่ง Jonathan ให้ไปเรียนทฤษฎีสัมพันธภาพขั้นสูงถึง 4 ปีเพื่อเขียนบท แต่ทิ้งโครงการไปในท้ายที่สุด นี่อาจจะเป็นเพียงโปรเจคช่วยน้องก็ได้ในตอนแรกที่ Christ ก้าวเข้ามา

หนังเริ่มที่ไร่ข้าวโพดแห่งหนึ่งบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า “โลก” โดยไม่ลงรายละเอียดมากนักว่าก่อนหน้านี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับโลก รู้คร่าวๆ แค่ว่า ทรัพยาการไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของมนุษย์ ต้องออกไปหาดาวดวงใหม่เพื่อช่วยมนุษย์ให้อยู่รอดDad-Child พระเอกของเรานามว่า Cooper ก็เป็นนักบินเก่าที่เข้าร่วมภารกิจช่วยโลก ด้วยเชื้อเพลิง, อากาศ, ทรัพยากรต่างๆ อันจำกัดบนยานที่จะบิน ทำให้ภารกิจถูกกำหนดให้มีแผนการ 2 อย่าง คือ Plan A เจอดาวและอพยพผู้คนไป Plan B อพยพไม่ทัน ปล่อยสิ่งมีชีวิตใหม่แบบมนุษย์ เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติเอาไว้ (ว้าาา…ทำไมมีให้แค่ 2 ตัวเลือกเองล่ะ) โดยนักบินทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า

1 ชั่วโมงแรกของการเสพหนัง รู้สึกว่าตัวเองกำลังดูหนังแนว Documentary ไม่ก็ Family Drama จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า Christopher Nolan จะหันมาเอาดีในการทำหนังประเภทนี้รึเปล่า เกือบจะหมดศรัทธาเสียแล้ว แต่เชื่อมั่นท่านผู้นำว่าท่านต้องมีเหตุผลของท่าน แม้เนื้อหาดูงงๆ ตามไม่ค่อยทัน เวลาที่พูดถึงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบินในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น Murphy’s Law (เฮ้ย กฏนี้มันว่าไงนะ) Quantum, Gravity (แรงโน้มถ่วง), Singularity กับ Blackhole ฯลฯ เฮ้ย นี่มันทฤษฎีขั้นสูงทั้งน้านนเลย (แม้ไม่รู้อะไรเลย ก็ยังดูต่อไป) พอผ่านชั่วโมงแรกไป อยู่ๆ หนังก็รวบรัดตัดตอน ทะลุไปในอวกาศอย่างรวดเร็ว ได้สำรวจดวงดาวต่างๆ ว่าจะมีอากาศและทรัพยากรที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของมนุษย์หรือไม่ จึงมีภาพทั้งดาวที่เป็นแต่น้ำ ดาวที่เป็นน้ำแข็งอันมีร่องรอยแตกระแหงแบบภูเขาไฟ ฯลฯ

Solar

ด้วยความที่ดูโรง IMAX จึงได้เห็นภาพสวยๆ ที่อลังการงานสร้าง บนจอกว้าง และพยายามมองหาว่ามีมุมไหนตัดต่อ CG ไม่เนียนบ้างอ๊ะป่าว 55 เรื่องราวบนดาวถูกตัดสลับกับวิกฤตการณ์บนโลกที่ใกล้จะถึงจุดจบเต็มที จนกระทั่งถึงฉากที่ลุ้น ไม่อยากให้พระเอกตาย ช่วงนั้นหัวใจแทบวาย เพราะทั้งภาพทั้งเสียง มันสมจริงเหลือเกิน

Marsมีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงหลายครั้งในหนัง คือเรื่องของ “เวลา” จนตลอดทั้งเรื่อง มีคำถามที่ติดอยู่ในใจว่า จริงหรือไม่ที่เวลาบนโลกและดวงดาวนอกโลกเดินช้า-เร็วไม่เท่ากัน? ทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายมามันมีอยู่แต่ในหนัง หรือเป็นเรื่องจริง? (เพราะเคยได้ยินแต่ในโดเรม่อนกะ Star Trek ที่เรียกมันว่า “การวาร์ป” ซึ่งเป็นการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยผ่านมิติของเวลา)

หลายคนที่เป็นแฟน Nolan คาดหวังกับจิตวิทยาแบบในเรื่องที่ผ่านๆ มา (อันที่จริงส่วนตัวก็คาดหวังตรงนี้นะ) ถึงแม้จะไม่ค่อยมี แต่ก็ไม่รู้สึกว่าผิดหวัง เพราะเป็นคนไม่ถนัดแนวไซไฟยังมาดู แน่นอน ด้วยความเป็น Christ หนังจึงมีมุมมองดีๆ ให้กับคนดู ทั้งเรื่องของความรัก ความหวัง และศรัทธา หนังสามารถนำเสนอแนวคิดที่ไม่ค่อยมีอยู่ในหนังแนวไซไฟทั่วไป

ไม่สามารถพูดถึงเนื้อเรื่องสำคัญอีกหลายประการที่เป็นเนื้อหาหลักต่อไปอีกได้ ตั้งแต่ Matt Damon โผล่มาจนจบเรื่อง เพราะจะเป็นการสปอยแน่แท้ (เรารักษาจรรยาบรรณ :P) แต่โดยรวม พอสรุปได้ว่า เมื่อคนเรามีศรัทธา และมีความรัก (อย่างที่หนังพยายามจะบวกเข้ามา) จะรักครอบครัว รักชายหนุ่ม หรืออะไรก็ตาม เราจะพยายามเพื่อมัน และก้าวข้ามผ่านคำว่า Impossible จนไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ และ “ความรัก” เป็นตัวแปรสำคัญที่ไร้เหตุผลในการตัดสินใจ ที่จะทำให้เหตุการณ์พลิกผลันอยู่เสมอ บทสรุปตอนท้าย ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องเน้นช่วงแรกให้ผ่านไปอย่างช้าๆ เพราะสำคัญกับไคลแมกซ์ทีเดียว

Brand_Cooperจากต้นเรื่องที่งงๆ พยายามตามให้ทัน ออกจากโรงมา แม้ความรู้ตัวเองไปไม่ถึงขนาดในหนัง บอกได้เลยว่า “ชอบ” หนังเรื่องนี้ มี 10 ให้ 8.5 (แต่แอบกดใน imdb ไป 10) แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นคือ IMAX เพราะโรง Digital ปกติ น่าจะไม่เมื่อยคอและดูสบายตากว่า เพียงแค่อย่าไปคาดหวังการจบแบบ Suprise อย่างใน The Prestige หรือการหักมุมสร้างประเด็นให้คนถกเถียงอย่าง Inception และการจบแบบฮีโร่เท่ๆ ใน The Dark Knight … Nolan นั้นเป็นคนทำหนังที่ไม่ยึดติดกับความเป็นตัวเอง และแบบแผนเดิมๆ ไม่งั้นเขาคงไม่กระโดดมาทำหนังไซไฟและได้การันตีว่า “ยอดเยี่ยม” อย่างครั้งนี้

เพิ่มเติม

ข้อสังเกตุ :: สไตล์ของนักแสดงสำหรับตระกูล Nolan พระเอกมาทางเดียวกันตลอด ตั้งแต่ Christian Bale ใน Batman, Leonardo DiCaprio ใน Inception, Jim Caviezel ใน Person of Interest จนกระทั่ง Matthew McConaughey คือบทนำฝ่ายชาย หรือพระเอก จะไม่ใช่อะไรที่เป็นเด็กหนุ่ม แต่เป็นวัยผู้ใหญ่(มาก) มาตลอด และที่สำคัญ มักจะพูดอู้อี้เสียงแหบๆ ในลำคอ อีกทั้งต้องมี Michael Caine โผล่มาในบทสำคัญๆ!!!
Anneสิ่งที่ชอบ :: ชอบ Anne Hathaway ตั้งแต่ Princess Diary, One Day, Les Miserables เป็นตัวละครที่ทำให้เรื่องมีชีวิตชีวา เพราะหนังค่อนข้างมีเนื้อหาจริงจัง แต่แอนจะมีรอยยิ้ม มีคำพูดที่เป็นสีสันในบางครั้ง อีกคนนึงก็คือ Mackenzie Foy ที่รับบท Murph ลูกสาวนักบินอวกาศ ผู้เป็นตัวเอก เป็นจุดศูนย์กลาง ที่ทำให้คนเป็นพ่อดิ้นรน หาทาง พยายามที่จะออกไปปกป้องโลก หรือแม้แต่การตัดสินใจอื่นๆ ครั้งสำคัญ จะมีความเชื่อมโยงกลับมายัง Murph เสมอ
สิ่งที่ไม่ค่อยชอบ :: คำคมที่กล่าวถึงบ่อยๆ แต่มันไม่ค่อยคม กับเสียงประกอบบางตอนที่เยอะเกิน
– พยายามไม่หาข้อมูลก่อนเข้าไปดู แต่ก็มีคนบอกว่าร้องไห้ไปเยอะ เลยเตรียมทิชชูไปเพียบ [ก่อนเข้าโรงคนแน่นมาก ภาวนาว่าขอให้นั่งข้างใครก็ได้ อย่าตัวเหม็นเป็นพอ ปรากฎว่าข้างซ้ายเป็นผู้หญิงที่มาแซงคิวซื้อบัตร ข้างขวาเป็นฝรั่งตัวโตใส่เสื้อกล้ามเหงื่อไหล กลิ่นรุนแรง ทั้งคู่แอบปาดน้ำตาหลายรอบมาก] … น่าแปลก เราเป็นคนต่อมน้ำตาแตกง่าย กลับไม่มีน้ำตาซักหยด เพราะช่วงที่เห็นคนซ้ายขวาปาดน้ำตา (ประมาณ 2-3 ช่วง) เป็นช่วงที่หนังพยายามเร่งเสียงซาวด์แทรกให้เหมือนจะซึ้ง ทั้งที่เราว่ามันยังไม่พีคพอ
– เคยมีนักเขียนญี่ปุ่นคนนึง ไม่ยอมบอกอะไรเลยเกี่ยวกับหนังสือที่จะเปิดตัว แต่พอหนังสือออกขาย เนื้อเรื่องเหมือนไปก็อปปี้ซีรี่ย์เมกันเรื่องหนึ่ง แต่โนแลนไม่เหมือนเช่นนั้น แม้เขาจะไม่เผยอะไรมาก่อน ทุกอย่างค่อนข้างเป็นความแปลกใหม่ที่ลงตัว
– หนังแอบเอาอารมณ์ที่ทำให้ซีรี่ย์ Person of Interest สนุก มาใส่ไว้เล็กๆ ด้วย คือ ความคิดและวิวัฒนาการของ A.I. หรือ หุ่นยนต์ ว่ามันจะคิดไปไกลกว่าที่มนุษย์คิดได้หรือไม่
– สามารถจัดหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในแนวอินดี้ได้ เพราะบางคนอาจงงกับเรื่องวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ชั้นสูงที่หนังหยิบยกมาพูดถึง
– แอบคิดไปนิดเนิงว่า หนังเอาสภาวะที่ God ปรากฎในนั้นมาเล่นรึเปล่า ที่เขาเรียกกันว่า “มิติ”
– ถ้า Nolan ไม่ได้เป็นผู้กำกับ แต่ทำงานกับ NASA คาดว่า มนุษย์คงตั้งถิ่นฐานลงบนดาวไปหลายดวงแล้วล่ะ ป่านนี้ 555

Leave a comment »

Excitement of Youth & All That Time

***Don’t let the excitement of youth cause you to forget your Creator. Honor him in your youth before you grow old and say, “Life is not pleasant anymore.”*** (Ecclesiastes 12:1 – NLT)

We get to experience a lot of first time experiences in our younger days, such as first time riding a bike or driving a car. Yet over time, those firsts aren’t as exciting and they become lackluster. We become less enthusiastic about life as time passes. A relationship with God is so valuable that we shouldn’t put it off until later. A relationship with God enhances our firsts because we get to experience it with Him and He changes the way we perceive life. Whether you will be experiencing a first today or not, don’t forget about your Creator and spend some time with Him.

***All that time I had eaten no rich food. No meat or wine crossed my lips, and I used no fragrant lotions until those three weeks had passed.*** (Daniel 10:3 – NLT)

As adults we gain more freedoms than we may necessarily be ready for. Our self-control may not be developed enough to handle saying no even if we have the means and ability to say yes. A lack of self-control leads us further from God. Daniel was surrounded by luxury, rich foods, and had many freedoms. Daniel fasted to seek out God and strengthen his self-discipline. Do you ever feel as if your desires get the better of you when you give in?

What if I have 100 million without self-control?
I have all I want and no discipline to spend money and time.
That probably brings to LUKEWARM and having no relationship with God, no purpose and finally I will find nothing can satisfy my life but it’s not pleasant.

DANIEL is good example to seek God ^_^

Leave a comment »