Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

ความรักชนะทุกสิ่ง :: แนะนำ/วิจารณ์หนัง Interstellar แบบไม่สปอย

on November 11, 2014

Posterนานหลายปีที่ไม่ได้เขียนวิจารณ์หนังกะเค้า หลังๆ ไม่ค่อยได้ตบเท้าเข้าโรงหนังเลย พอ Interstellar เข้าโรงปุ๊บ เลยต้องจัด IMAX ซะหน่อย เพราะเรื่องนี้ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ซึ่งเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ที่นั่งในโรงที่พารากอนเต็มตลอด จึงต้องระเห็จมาดูวันจันทร์ (คนเดียว) ซึ่งตอนที่ซื้อตั๋ว แทบจะไม่มีที่นั่งเหลือแล้ว มีแต่ตั๋วหน้าๆ 300 บาท ระหว่างรอเข้าคิวจะเห็นได้ว่าต่างคนต่างมา ส่วนใหญ่ไปดูหนังคนเดียวมากกว่าไปเป็นทีมหรือคู่

ก่อนมาดูนี่ ไม่ได้อ่านวิจารณ์อะไร กลัวโดนสปอย (และจะเขียนวิจารณ์แบบไม่สปอย แม้จะยากก็ตาม เพราะการสปอยอันทำให้เปิดเผยเนื้อเรื่องอันสำคัญ จะวิจารณ์ได้สนุกกว่า) ดูมาแต่ trailer บางตัว ซึ่งเก็บงำเนื้อหาได้ดีจริงๆ แทบจะไม่รู้อะไรเลย และบางอย่างใน trailer ก็หลอกเราได้ ไม่บอกแม้กระทั่งว่า Matt Damon เล่นเรื่องนี้ด้วย!!!

หนังของ Nolan ไม่ใช่หนังที่ทุกคนดูได้ (เหมือนที่เพื่อนหลายคนไม่ชอบ Inception เพราะบอกว่าเข้าใจยาก) แต่ต้องใช้ความรู้และสติปัญญาอย่างมาก ถึงจะเข้าใจได้ทุกซอกทุกมุม ส่วนตัวไม่ได้ต้องการจะเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แค่มาเสพความเป็น Nolan ซึ่งผลงานหลายๆ เรื่องที่ผ่านมาของเขา ทำให้มีความคาดหวังค่อนข้างสูง แม้จะพยายามไม่ทำอย่างนั้น

Jo-Christเกือบทุกครั้งที่ Christopher Nolan กำกับหนังหรือเขียนบทด้วย จะเห็นได้ว่าเครดิตในการเขียนบท ต้องมีชื่อของ Jonathan Nolan คนน้องรวมอยู่ด้วย ซึ่งการเขียนบทมืออาชีพของ Jonathan ทำให้ระหว่างที่รอ Interstellar มาแรมปี ได้ดู Person of Interest 1-4 ไปพลางๆ และแน่นอน มันกลายเป็น series ในดวงใจ โปรไฟล์เลิศหรูแสนดีของทั้งคู่ ความมุ่งหวังที่มีจึงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากผลงานก่อนๆ … และ Interstellar นี้ อาจจะไม่ใช่สไตล์ Nolan 100% เพราะมันเคยเป็นโปรเจคของ Steven Spielberg ที่ส่ง Jonathan ให้ไปเรียนทฤษฎีสัมพันธภาพขั้นสูงถึง 4 ปีเพื่อเขียนบท แต่ทิ้งโครงการไปในท้ายที่สุด นี่อาจจะเป็นเพียงโปรเจคช่วยน้องก็ได้ในตอนแรกที่ Christ ก้าวเข้ามา

หนังเริ่มที่ไร่ข้าวโพดแห่งหนึ่งบนดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า “โลก” โดยไม่ลงรายละเอียดมากนักว่าก่อนหน้านี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับโลก รู้คร่าวๆ แค่ว่า ทรัพยาการไม่เพียงพอต่อการอยู่รอดของมนุษย์ ต้องออกไปหาดาวดวงใหม่เพื่อช่วยมนุษย์ให้อยู่รอดDad-Child พระเอกของเรานามว่า Cooper ก็เป็นนักบินเก่าที่เข้าร่วมภารกิจช่วยโลก ด้วยเชื้อเพลิง, อากาศ, ทรัพยากรต่างๆ อันจำกัดบนยานที่จะบิน ทำให้ภารกิจถูกกำหนดให้มีแผนการ 2 อย่าง คือ Plan A เจอดาวและอพยพผู้คนไป Plan B อพยพไม่ทัน ปล่อยสิ่งมีชีวิตใหม่แบบมนุษย์ เพื่อรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ชาติเอาไว้ (ว้าาา…ทำไมมีให้แค่ 2 ตัวเลือกเองล่ะ) โดยนักบินทุกคนไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือเปล่า

1 ชั่วโมงแรกของการเสพหนัง รู้สึกว่าตัวเองกำลังดูหนังแนว Documentary ไม่ก็ Family Drama จนอดแปลกใจไม่ได้ว่า Christopher Nolan จะหันมาเอาดีในการทำหนังประเภทนี้รึเปล่า เกือบจะหมดศรัทธาเสียแล้ว แต่เชื่อมั่นท่านผู้นำว่าท่านต้องมีเหตุผลของท่าน แม้เนื้อหาดูงงๆ ตามไม่ค่อยทัน เวลาที่พูดถึงศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวกับการบินในอวกาศ ไม่ว่าจะเป็น Murphy’s Law (เฮ้ย กฏนี้มันว่าไงนะ) Quantum, Gravity (แรงโน้มถ่วง), Singularity กับ Blackhole ฯลฯ เฮ้ย นี่มันทฤษฎีขั้นสูงทั้งน้านนเลย (แม้ไม่รู้อะไรเลย ก็ยังดูต่อไป) พอผ่านชั่วโมงแรกไป อยู่ๆ หนังก็รวบรัดตัดตอน ทะลุไปในอวกาศอย่างรวดเร็ว ได้สำรวจดวงดาวต่างๆ ว่าจะมีอากาศและทรัพยากรที่เหมาะสมต่อการดำรงชีพของมนุษย์หรือไม่ จึงมีภาพทั้งดาวที่เป็นแต่น้ำ ดาวที่เป็นน้ำแข็งอันมีร่องรอยแตกระแหงแบบภูเขาไฟ ฯลฯ

Solar

ด้วยความที่ดูโรง IMAX จึงได้เห็นภาพสวยๆ ที่อลังการงานสร้าง บนจอกว้าง และพยายามมองหาว่ามีมุมไหนตัดต่อ CG ไม่เนียนบ้างอ๊ะป่าว 55 เรื่องราวบนดาวถูกตัดสลับกับวิกฤตการณ์บนโลกที่ใกล้จะถึงจุดจบเต็มที จนกระทั่งถึงฉากที่ลุ้น ไม่อยากให้พระเอกตาย ช่วงนั้นหัวใจแทบวาย เพราะทั้งภาพทั้งเสียง มันสมจริงเหลือเกิน

Marsมีทฤษฎีหนึ่งที่ถูกพูดถึงหลายครั้งในหนัง คือเรื่องของ “เวลา” จนตลอดทั้งเรื่อง มีคำถามที่ติดอยู่ในใจว่า จริงหรือไม่ที่เวลาบนโลกและดวงดาวนอกโลกเดินช้า-เร็วไม่เท่ากัน? ทฤษฎีต่างๆ ที่อธิบายมามันมีอยู่แต่ในหนัง หรือเป็นเรื่องจริง? (เพราะเคยได้ยินแต่ในโดเรม่อนกะ Star Trek ที่เรียกมันว่า “การวาร์ป” ซึ่งเป็นการเดินทางจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยผ่านมิติของเวลา)

หลายคนที่เป็นแฟน Nolan คาดหวังกับจิตวิทยาแบบในเรื่องที่ผ่านๆ มา (อันที่จริงส่วนตัวก็คาดหวังตรงนี้นะ) ถึงแม้จะไม่ค่อยมี แต่ก็ไม่รู้สึกว่าผิดหวัง เพราะเป็นคนไม่ถนัดแนวไซไฟยังมาดู แน่นอน ด้วยความเป็น Christ หนังจึงมีมุมมองดีๆ ให้กับคนดู ทั้งเรื่องของความรัก ความหวัง และศรัทธา หนังสามารถนำเสนอแนวคิดที่ไม่ค่อยมีอยู่ในหนังแนวไซไฟทั่วไป

ไม่สามารถพูดถึงเนื้อเรื่องสำคัญอีกหลายประการที่เป็นเนื้อหาหลักต่อไปอีกได้ ตั้งแต่ Matt Damon โผล่มาจนจบเรื่อง เพราะจะเป็นการสปอยแน่แท้ (เรารักษาจรรยาบรรณ :P) แต่โดยรวม พอสรุปได้ว่า เมื่อคนเรามีศรัทธา และมีความรัก (อย่างที่หนังพยายามจะบวกเข้ามา) จะรักครอบครัว รักชายหนุ่ม หรืออะไรก็ตาม เราจะพยายามเพื่อมัน และก้าวข้ามผ่านคำว่า Impossible จนไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ และ “ความรัก” เป็นตัวแปรสำคัญที่ไร้เหตุผลในการตัดสินใจ ที่จะทำให้เหตุการณ์พลิกผลันอยู่เสมอ บทสรุปตอนท้าย ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องเน้นช่วงแรกให้ผ่านไปอย่างช้าๆ เพราะสำคัญกับไคลแมกซ์ทีเดียว

Brand_Cooperจากต้นเรื่องที่งงๆ พยายามตามให้ทัน ออกจากโรงมา แม้ความรู้ตัวเองไปไม่ถึงขนาดในหนัง บอกได้เลยว่า “ชอบ” หนังเรื่องนี้ มี 10 ให้ 8.5 (แต่แอบกดใน imdb ไป 10) แต่สิ่งที่ไม่จำเป็นคือ IMAX เพราะโรง Digital ปกติ น่าจะไม่เมื่อยคอและดูสบายตากว่า เพียงแค่อย่าไปคาดหวังการจบแบบ Suprise อย่างใน The Prestige หรือการหักมุมสร้างประเด็นให้คนถกเถียงอย่าง Inception และการจบแบบฮีโร่เท่ๆ ใน The Dark Knight … Nolan นั้นเป็นคนทำหนังที่ไม่ยึดติดกับความเป็นตัวเอง และแบบแผนเดิมๆ ไม่งั้นเขาคงไม่กระโดดมาทำหนังไซไฟและได้การันตีว่า “ยอดเยี่ยม” อย่างครั้งนี้

เพิ่มเติม

ข้อสังเกตุ :: สไตล์ของนักแสดงสำหรับตระกูล Nolan พระเอกมาทางเดียวกันตลอด ตั้งแต่ Christian Bale ใน Batman, Leonardo DiCaprio ใน Inception, Jim Caviezel ใน Person of Interest จนกระทั่ง Matthew McConaughey คือบทนำฝ่ายชาย หรือพระเอก จะไม่ใช่อะไรที่เป็นเด็กหนุ่ม แต่เป็นวัยผู้ใหญ่(มาก) มาตลอด และที่สำคัญ มักจะพูดอู้อี้เสียงแหบๆ ในลำคอ อีกทั้งต้องมี Michael Caine โผล่มาในบทสำคัญๆ!!!
Anneสิ่งที่ชอบ :: ชอบ Anne Hathaway ตั้งแต่ Princess Diary, One Day, Les Miserables เป็นตัวละครที่ทำให้เรื่องมีชีวิตชีวา เพราะหนังค่อนข้างมีเนื้อหาจริงจัง แต่แอนจะมีรอยยิ้ม มีคำพูดที่เป็นสีสันในบางครั้ง อีกคนนึงก็คือ Mackenzie Foy ที่รับบท Murph ลูกสาวนักบินอวกาศ ผู้เป็นตัวเอก เป็นจุดศูนย์กลาง ที่ทำให้คนเป็นพ่อดิ้นรน หาทาง พยายามที่จะออกไปปกป้องโลก หรือแม้แต่การตัดสินใจอื่นๆ ครั้งสำคัญ จะมีความเชื่อมโยงกลับมายัง Murph เสมอ
สิ่งที่ไม่ค่อยชอบ :: คำคมที่กล่าวถึงบ่อยๆ แต่มันไม่ค่อยคม กับเสียงประกอบบางตอนที่เยอะเกิน
– พยายามไม่หาข้อมูลก่อนเข้าไปดู แต่ก็มีคนบอกว่าร้องไห้ไปเยอะ เลยเตรียมทิชชูไปเพียบ [ก่อนเข้าโรงคนแน่นมาก ภาวนาว่าขอให้นั่งข้างใครก็ได้ อย่าตัวเหม็นเป็นพอ ปรากฎว่าข้างซ้ายเป็นผู้หญิงที่มาแซงคิวซื้อบัตร ข้างขวาเป็นฝรั่งตัวโตใส่เสื้อกล้ามเหงื่อไหล กลิ่นรุนแรง ทั้งคู่แอบปาดน้ำตาหลายรอบมาก] … น่าแปลก เราเป็นคนต่อมน้ำตาแตกง่าย กลับไม่มีน้ำตาซักหยด เพราะช่วงที่เห็นคนซ้ายขวาปาดน้ำตา (ประมาณ 2-3 ช่วง) เป็นช่วงที่หนังพยายามเร่งเสียงซาวด์แทรกให้เหมือนจะซึ้ง ทั้งที่เราว่ามันยังไม่พีคพอ
– เคยมีนักเขียนญี่ปุ่นคนนึง ไม่ยอมบอกอะไรเลยเกี่ยวกับหนังสือที่จะเปิดตัว แต่พอหนังสือออกขาย เนื้อเรื่องเหมือนไปก็อปปี้ซีรี่ย์เมกันเรื่องหนึ่ง แต่โนแลนไม่เหมือนเช่นนั้น แม้เขาจะไม่เผยอะไรมาก่อน ทุกอย่างค่อนข้างเป็นความแปลกใหม่ที่ลงตัว
– หนังแอบเอาอารมณ์ที่ทำให้ซีรี่ย์ Person of Interest สนุก มาใส่ไว้เล็กๆ ด้วย คือ ความคิดและวิวัฒนาการของ A.I. หรือ หุ่นยนต์ ว่ามันจะคิดไปไกลกว่าที่มนุษย์คิดได้หรือไม่
– สามารถจัดหนังเรื่องนี้ให้อยู่ในแนวอินดี้ได้ เพราะบางคนอาจงงกับเรื่องวิทยาศาสตร์และฟิสิกส์ชั้นสูงที่หนังหยิบยกมาพูดถึง
– แอบคิดไปนิดเนิงว่า หนังเอาสภาวะที่ God ปรากฎในนั้นมาเล่นรึเปล่า ที่เขาเรียกกันว่า “มิติ”
– ถ้า Nolan ไม่ได้เป็นผู้กำกับ แต่ทำงานกับ NASA คาดว่า มนุษย์คงตั้งถิ่นฐานลงบนดาวไปหลายดวงแล้วล่ะ ป่านนี้ 555


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: