Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

I’m Resting, but seem not – อยากพักสงบ แต่นอนไม่หลับ

on March 20, 2011

ขณะนี้เวลา 0.40 ของวันสะบาโต ข่มตานอนมาเป็นเวลา 70 นาทีแล้ว
ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา ได้นอนวันละประมาณ 5 ชั่วโมง และมันจะตื่นเองโดยอัตโนมัติ นอนต่อไม่ได้ ไม่รู้สาเหตุ ถ้ารู้คงแก้ไปแล้ว 555 โดยปกติ นอนประมาณ 6-7 ชั่วโมง ก็จะตื่นเอง นอนกลางวันไม่เป็น … บัดนาว จึงมานั่งเขียนๆ ระบาายๆ ความในใจ เผื่อจะดีขึ้้น😀😀😀

เมื่อต้นปีได้พิจารณาหลายๆ สิ่ง รู้สึกว่าปีนี้ เป็นปีที่อยากจะพักผ่อน และหยุดการรับใช้ทุกอย่างลง เพื่อพักฟื้นจิตวิญญาณได้อย่างเต็มที่ หลังจากที่เพิ่งค้นพบว่าคนที่ Burn-Out ไม่ใช่ใคร แต่เป็นตัวเราเอง และเราก็ไม่ชอบคำๆ นี้ เพราะมันแลดูอ่อนแอ ไม่ใช่นักรบตัวจริง แต่ในที่สุดก็ต้องยอมรับ …

เริ่มจากต้นปี เคยได้เล่าไปนิดนึง ว่าจับฉลากของขวัญปีใหม่ ได้หมอน!!! แปลกมาก ใครเค้าเอาหมอนมาจับฉลากกัน เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ ก็มีน้องคนนึงพูดว่า สงสัยพระเจ้าอยากให้พี่พักผ่อน ก็ไม่ได้คิดอะไร จนกระทั่งได้เจอหนังสือชื่อว่า “When God Tell You to Rest” เกี่ยวกับงานรับใช้ของผู้หญิงคนนึงหลัง 15 ปีแห่งการเป็นมิชชันนารี

อ่านแล้ว รู้สึกว่าคนอื่นอึดกันจริง 10-15 ปีจึง Burn-Out (เป็นเรื่องปกติมากๆ สำหรับฝรั่ง แต่คนไทยไม่ค่อยรู้) แต่เราก้าวเข้ามาในงานรับใช้ทันที ที่ได้รู้จักและสัมผัสพระเจ้า เพราะพระองค์ก็มีการทรงเรียกมาเวลาเดียวกัน ปีนี้นับเป็นปีที่ 7 ซึ่งเลข 7 นับเป็นเลขสะบาโตในพระคัมภีร์ เลขแห่งความสมบูรณ์ พระเจ้าสร้างโลก 6 วัน วันที่ 7 เป็นวันหยุดพัก เราก็เลยถือเอาว่า ปีนี้เป็นปีสะบาโตของเราก็แล้วกัน เพราะถ้าปีนี้ไม่พัก มันคงจะปรี๊ดแตกเข้าซักวัน … เอ๊ะ หรือว่าปรี๊ดไปแล้ว??? (T_T)

แล้ววันหน้าค่อยมาเล่าดีกว่า ว่าหนังสือเล่มที่ว่า มีอะไรน่าสนใจ

รู้แต่ไอ้อาการที่ว่า โดยส่วนตัว มันเป็นความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เหมือนแบกรับอะไรอยู่ซักอย่าง ไม่ได้มีความรักชนิดเต็มล้นให้ผู้คนอื่น อย่างเมื่อก่อน ฟิตมากๆ ไปโบสถ์ 4 วันต่ออาทิตย์ อังคาร เรียนพระคัมภีร์ทุ่มนึง ศุกร์อธิษฐานทุ่มถึง 4 ทุ่ม เสาร์ ไปประกาศบ้าง อธิษฐานกับกลุ่มบ้าง ทำพันธกิจกับชุมชนบ้าง อาทิตย์ก็ไปนมัสการ และสามัคคีธรรมรอบบ่ายกลุ่ม Young Pro: AGAPE โดยลืมไปว่าโบถส์อยู่สุขุมวิท 77 บ้านอยู่ชานเมือง เดินทางขาไปอย่างเดียว 2-3 ชั่วโมง ขากลับอีกชั่วโมง … แต่มาบัดนี้ ข้างในมันฟ้องว่าไม่ไหวแล้ว แค่ไปโบสถ์วันอาทิตย์วันเดียว ยังอยากจะไปโบสถ์แถวบ้านซะงั้น

การทำกลุ่มสามัคคีธรรม (Fellowship Group) เป็นการทรงเรียกพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ไม่เคยมีภาระใจ และไม่เคยคิดอยากจะทำแม้แต่น้อย และปฎิเสธสิ่งนี้มาตลอด แต่คืนอธิษฐานวันศุกร์ทีไร ไม่รู้ทำไมพระเจ้าเร้าใจให้อธิษฐานเผื่อ และอยากให้มีกลุ่มนี้เกิดขึ้นทุกที จนกระทั่งปลายปี 2004 หรือราวต้นปี 2005 กลุ่มที่ว่าจึงเริ่มขึ้น และชื่อว่า A G A P E (เป็นภาษากรีก แปลว่าความรักแบบพระเจ้า หยิบยืมชื่อมาจากกลุ่มสมัยอนุชนซึ่งยุบไปนานแล้ว) จากรุ่นแรกราวๆ 6-7 คน มีพี่โอ๊ต ตาล เก้ แชมป์ และเป้ จนกระทั่งทุกวันนี้ ไม่เคยบันทึกและจดจำว่ามีกี่รุ่น จำได้เพียงว่า มีคนผ่านมา และ ผ่านไปเป็นร้อย ขาประจำ ขาจร ขาย้าย ฯลฯ

แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขนะ ได้สัมผัสความรักของพระเจ้ามากมายผ่านกลุ่ม ไม่ใช่เพียงความรักที่ได้รับจากพี่น้อง แต่ก็ฝึกความอดทนนาน รักผู้คนที่ไม่น่ารัก ซึ่งพระเจ้าที่แสนดี ก็ส่งประมาณนั้นมาให้ตลอด 555 ได้เห็นพี่น้องที่บังเกิดฝ่ายวิญญาณ และเติบโตขึ้น ได้เห็นพลังแห่งการอธิษฐานร่วมกัน การใช้ของประทานต่างๆ การหนุนใจ การรักษาโรคอย่างอัศจรรย์ (กลุ่มเคยไปอธิษฐานเผื่อคนกินยาฆ่าตัวตาย สุดท้ายรอดมาอย่างอัศจรรย์ ทั้งที่หมอบอกว่าไม่รอด) การเผยพระวจนะ การนมัสการ การแบ่งปันพระคำ ฯลฯ

วันเวลาผ่านไป ผู้คนเริ่มจากหายไปมากมาย แต่งงานบ้าง ย้ายไปอยู่ต่างประเทศบ้าง ย้ายโบสถ์บ้าง ฯลฯ ไม่ใช่เพียงแต่ภาพด้านสวยงาม เราได้เห็นทั้งความโศกเศร้าที่บางคนต้อง(หลง)หายไป ด้วยเหตุผลส่วนตัว ที่ Only God Know Why! จนกระทั่งทุกวันนี้ … จากอาการ Burn-Out นี่เอง ที่ทำให้อยากหยุด อยากถอนตัว รวมถึงเรื่องกลุ่มด้วย เพราะมันเคว้งมาก ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เคว้งเพราะเพื่อนๆ น้องๆ รุ่นก่อน หิวกระหายพระเจ้า อยากสามัคคีธรรมร่วมกัน โดยไม่ต้องตาม ไม่ต้องรอ หรือบางคนที่ต้องตาม เค้าก็ยอมให้เคี่ยวเข็ญ และว่านอนสอนง่าย รับรู้ถึงความเป็นพี่น้องคริสเตียน เคารพซึ่งกันและกัน ซึ่งต่างกับทุกวันนี้มาก

ไม่ใช่ว่าพี่น้องรุ่นใหม่ๆ ไม่ดี แต่ด้วยตัวเราอยากจะถอดตัวเอง จึงไม่ได้ตระหนักว่า เราเองเป็นผู้นำ จึงคิดว่าไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะตามใคร ขอร้องใคร ใครนัดเที่ยวกับแฟนวันอาทิตย์ ใครอยากไปดูหนัง อยากนอน อยากสนุกสนานไปกับโลก ใครอยู่กับกระแสที่ไหนก็ได้ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องพูด ต้องตาม เพราะคิดอยู่เสมอว่า ทุกคนโตๆ กันแล้ว และเราไม่มีสิทธิ์ พร้อมกับเริ่มถามตัวเองว่า ถึงเวลาแล้วสินะ ที่บางอย่างมันอาจจะหายกันไป

จนกระทั่งวันนึง เมื่อเดือนที่แล้ว ช่วงที่เพิ่งหายจากอาการป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ ตอนนั้นร่างกายยังไม่แข็งแรง เลยไปคริสตจักรแห่งหนึ่งแถวบ้าน (ถัดจากบ้านไป 4 ซอย ไปคนเดียว อยู่คนเดียว ไม่รู้จักใคร และไม่มีใครทัก 555) แม้ไม่รู้จักใครเลย แต่สัมผัสที่ได้รับจากที่นั่น มันดีมากๆ ขณะที่นมัสการ เต็มไปด้วยการทรงสถิต มีการเยียวยาเกิดขึ้น และพระเจ้าพูดกับเราตลอด คำเทศนาก็เข้มข้น มีการเจิม และแตะต้องใจ มีเรม่าห์ผ่านทั้งเพลง และพระคำโดยตลอด มากจนกระทั่งมีการ Surrender ได้อย่างจริงๆ ในบางเรื่องที่ต่อสู้อยู่

สิ่งที่ค้นพบก็คือ คริสตจักรที่ว่านี้ มีการฟื้นฟูมาถึงผู้คน ทุกอย่างมันแตะต้องใจ มันเต็มล้น ไปแล้วได้รับการเติม บอกได้เลยว่า ถ้าคนบาปมาก็ต้องรับเชื่อ … คริสตจักรที่ว่านี้ คนสูงอายุ คนยาก คนจน เยอะยิ่งกว่าโบสถ์ประจำเราซะอีก วัยรุ่นก็แทบไม่มี มีก็ไปอยู่ทีมนมัสการกันหมด แต่ก็ไม่วาย … ขณะที่เห็นพี่นักแต่งเพลงที่คุ้นเคยนำนมัสการอยู่ พระเจ้าได้ใส่ภาระใจที่จะกลับไปยืนหยัด และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด  เพราะพี่คนนั้นทำหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด ไม่ว่าเวลาจะเริ่มแล้วไม่ค่อยมีคน คนมาสายครึ่งชั่วโมงเป็นส่วนใหญ่ แต่การรับใช้ของเขา ทำให้เราได้รับพระพร

วันนั้น ยังไม่หายป่วยดี แต่ด้วยการหนุนใจจากพระเจ้า จึงกลับไปที่กลุ่ม ณ คจ.ประจำ ตอนบ่าย ยืนหยัด แต่ก็ไม่มีกลุ่ม เพราะผู้คนเข้ากินข้าว G แล้วก็แยกย้ายกันกลับบ้านไปหมด แต่วันนั้นก็มีความสุข เพราะมันมีบางอย่างที่พระเจ้าจัดเตรียมไว้ อาทิตย์ถัดมา ก็ยืนหยัด แต่ก็ร่องแร่ง สะเปะสะปะ กลายเป็นอะไรไป อย่างบอกไม่ถูก … แต่อย่างน้อยก็ขอบคุณพระเจ้า ที่จัดเตรียมพี่น้องบางคนไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนแท้ (ที่ขอเอ่ยชื่อ ซาฟัส) ที่คอยใช้วิญญาณแห่งการหนุนน้ำใจเพื่อนพี่น้องที่ปีกหัก (อยากให้เอ็งมาใช้ของประจำจริงๆ)

อาทิตย์ถัดมา ก็อยากจะยืนหยัดต่อไป แต่ทว่า … ปกติกลุ่มเริ่มบ่ายกว่าๆ นี่บ่าย 2 แล้ว แลดูทุกคนไม่สนใจ ไม่ได้อยากสามัคคีธรรม เกือบบ่าย 3 จึงเริ่ม (เริ่มคิด แล้วมายืนหยัดรออะไรอยู่คนเดียว ราว 3 ชั่วโมง ไปหาหนังสือในร้านตามห้างอ่านดีกว่ามั๊ยหว่า??? เพราะสิ่งนี้มันเกิดขึ้นบ่อย ซ้ำแล้วซ้ำเล่า มาหลายเดือน)

นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าคิด เพราะคริสตจักรประจำที่ไป การฟื้นฟูยังมาไม่ถึง จิตใจผู้คนยังไม่ได้หิวกระหาย การยืนหยัด มาหลังๆ ก็คิดนะ ว่าทำไมเราถึงยืนหยัดคนเดียว (แม้ไม่ทุกครั้งก็ตาม) เราเข้มแข็งพอแล้วหรือที่จะไปอยู่จุดนั้น ฟื้นฟูสภาพจิตวิญญาณตัวเองดีกว่ามั๊ย ไปเติมให้เต็มก่อนดีกว่ามั๊ย จะได้รับใช้พระเจ้าอย่างมีความสุข? เราเคยคิดเสมอว่า ถ้าเวลาใครว่าคริสตจักรมันแย่ มันแห้งแล้ง ขาดความรัก เราจะเป็นคนที่ยืนอยู่ และจะอยู่เพื่อที่นั่น ตลอดไป

เรารักคริสตจักรที่เราเติบโตมา คริสตจักรที่ไปตั้งแต่เด็กๆ คริสตจักรที่คนในครอบครัวต่างก็ไปนะ แต่หลายปีผ่านไป ถ้าอยู่ในที่แห้งแล้งมากๆ มาตลอด เราก็เหนื่อยเป็น เหนื่อยใจ จนพาลเหนื่อยกาย เราอยากไปที่ที่เราได้รับพลัง และอยากมีคนยืนเคียงข้าง(บ้าง) เรายืนหยัด แต่ไม่มีใครร่วมด้วย เราก็ไม่รู้จะทำไปทำไม และตอนนี้ เราไม่อยากเสียเวลากับที่ๆ เราฝืดๆ ไม่ถึง ต้องเข็นแล้วเข็นอีก เพราะเวลานี้ ก็อยากเต็มล้นขึ้นมาจากความแห้งแล้ง จากที่แต่ก่อน ไม่เคยไม่พบพระเจ้าเวลาที่นมัสการ เดี๋ยวนี้ต่างได้ยินคำถามจากพี่น้องบ่อยๆ ว่าวันนี้ ใครนำนมัสการ???

หวังว่าอีกไม่นาน เราคงจะได้คำตอบเหล่านี้ที่เฝ้าถามตัวเอง
แต่วันนี้ สิ่งที่อยากมุ่งหวังที่สุด คือ ภารกิจหนึ่ง ที่ลาออกจากงาน และทิ้งทุกสิ่งมาเพื่อทำมัน
แม้ร่ำรวย ประสบความสำเร็จ ได้สิ่งของทั้งโลก แต่ถ้าภารกิจนี้ไม่เสร็จ ก็ตายตาไม่หลับ
แต่ถ้าภารกิจนี้เกิดผลแล้ว แม้ยังเป็นคนไม่มีอะไร แต่คงมีหัวใจที่บอกได้ว่า พร้อมแล้ว ถ้าพระองค์จะกลับมา Rapture ไปวันนี้

ราตรีสวัสดิ์ … ขอให้คืนนี้นอนหลับด้วยฝันดีเถิด
ฮาเลลูยา ชาโลม


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: