Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

Give some/all in WORSHIP

on January 24, 2011

วันนี้เมนท์เข้าเยอะ เลยเกือบจะลืมเนื้อหาซะแล้ว ว่าเข้า FB มาเพื่อจะเขียน Note
เนื่องจากว่าพอตื่นมาปุ๊บ พระเจ้าก็ส่ง message มาให้ เกี่ยวกับเรื่องการมอบถวาย
และสัมผัสได้ว่า นี่เป็นเรื่องพิเศษในรอบปี สำหรับ Blog เพราะมีปรากฎการณ์พิเศษเกิดขึ้นระหว่างที่เขียนขณะนี้
การมอบถวาย ไม่ใช่แค่บทเพลงที่เราร้อง ไม่ใช่แค่เวลาที่มีกับพระองค์ แต่เป็นการมอบถวายแห่งการนมัสการที่แท้จริง

ในหนังสือยอห์นพระเยซูตรัสว่า พระเจ้าทรงแสวงหาคนที่นมัสการพระองค์ ด้วยจิตวิญญาณและความจริง
หลายคนคิดว่า มันอาจคือการจริงจังในการร้องเพลงที่โบสถ์วันอาทิตย์ การใช้ชีวิตให้เป็นแบบอย่างกับผู้อื่น ฯลฯ มันมากกว่านั้นเสียอีก

แต่ถ้าเราไปดูในพระคัมภีร์แล้ว หลายครั้งที่พระเยซูมุ่งไปที่ “การถวาย
การถวาย เหมือนเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนรวย และเป็นเรื่องยากสำหรับคนจน แต่ไม่จริงเลย

ในหนังสือ พระกิตติคุณ ถึง 3 เล่ม ได้บันทึกเหตุการณ์เดียวกันไว้ถึงชายผู้มั่งคั่ง ถามพระเยซูว่า “ทำอย่างไร จึงจะได้ชีวิตนิรันดร์” ชายคนนี้ เป็นคนดีพร้อม ปฎิบัติตามกฎบัญญัติได้ครบถ้วน แต่พระเยซูบอกว่าเขายังขาดอีกอย่างเดียวเท่านั้น “จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่แจกจ่ายให้คนอนาถา แล้วท่านจะมีทรัพย์สมบัติในสวรรค์ แล้วจงตามเรามา และเป็นสาวกของเรา” พระคัมภีร์บอกว่า เขาเป็นทุกข์มากกกกกกก ที่ได้ยินข้อเรียกร้องของพระเจ้า ให้ทิ้งทุกอย่างเพื่อติดตามพระองค์ และสะสมทรัพย์ในสวรรค์แทน

การทำตาม กฎบัญญัติ / ศีลธรรม ได้ครบถ้วน ไม่ได้หมายความว่า คุณเป็นผู้นมัสการที่แท้จริง

พระเจ้าต้องการให้เราทิ้งชีวิตเสียสละเพื่อคนจนหรือ???
ยังมีผู้หญิงอีก 2 คน ที่จะเอ่ยถึงพวกเขาไม่ได้ พวกเขาเป็นคนที่ได้ใจของพระเจ้าจริงๆ
คนแรก ถูกบันทึกไว้โดยพระกิตติคุณทุกเล่ม (มัทธิว มาระโก ลูกา ยอห์น) ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากๆ เพราะบางเรื่องมีแค่ในบางเล่ม
3 เล่มแรกไม่ยอมเอ่ยชื่อผู้หญิงคนนี้ บอกแต่ว่าเป็นหญิงชั่ว (ที่กลับใจแล้ว) แต่หนังสือยอห์นบอกว่าคนนี้คือนางมารีย์ (อาจจะไม่ใช่มารีย์ มักดาลา ที่เคยเป็นโสเภณี เพราะชื่อนี้เป็นชื่อที่ฮิตมากในสมัยนั้น) และน่าจะเป็นพี่สาวของลาซารัส เป็นคนที่เฝ้าอยู่ต่อหน้าพระเยซู เพื่อฟังถ้อยคำพระองค์อยู่เสมอ เป็นคนที่พระเยซูออกตัวรับว่าทรงพอพระทัย มากกว่าการวุ่นวายในการปรนนิบัตรรับใช้ เธอซาบซึ้งพระคุณพระเจ้ามาก ซื้อน้ำมันหอมที่ราคาเท่ากับรายได้ทั้งปี เพื่อมาเทหมดในครั้งเดียว รายได้ทั้งปีของเราแต่ละคน เท่าไหร่ไม่รู้ บางคนอาจจะหลายๆ ล้าน บางคนอาจจะแค่ไม่กี่แสน แต่นางมารีย์เอาเงินที่หามาได้ทั้งปี เพื่อมาเทโชลมพระเยซู ร้องไห้ ซาบซึ้งความรักของพระเจ้าเป็นสายน้ำ เอาผมของเธอเช็ดที่เท้าของพระองค์หลายครั้งหลายหน
มีอะไรในชีวิตบ้าง ที่เราสามารถทำเพื่อพระเจ้าได้อย่างสุดใจ และให้กับพระเจ้าได้อย่างสุดกำลังเช่นนี้???

เรื่องของมารีย์บอกเราได้ว่าพระเจ้าไม่ได้เรียกเราให้ทำการกุศล ทิ้งชีวิตเพื่อคนจน เพราะมีคนที่เสียดายเงินที่ซื้อน้ำมันหอม ซึ่งแพงมาก และคิดว่าน่าจะไปแจกจ่ายให้คนยากจน แต่พระเยซูกลับพอพระทัยการสิ้นเปลืองเงินเช่นนั้น!!! เพราะพระเยซูปรารถนาคนที่อุทิศสิ่งใดให้กับพระเจ้าอย่างสุดใจ … ในโลกนี้มีผู้คนเต็มไปด้วยอุดมการณ์ การเสียสละอย่างมากมาย บางคนอยากอาสาไปสร้างโรงเรียน อยากให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจน ฯลฯ แน่นอน พระเจ้ารักคนจน คนสิ้นเนื้อประดาตัวมากกกกกกกก แต่พระเจ้าพอพระทัยสิ่งที่เรายอมเสียให้พระเจ้า พระเจ้าจะเรียกเราเพื่อเป็นแบบท่านเทเรซ่าหรือเปล่า เป็นเรื่องของพระองค์! คำถามคือ เรายอมทิ้งสิ่งอื่นๆ เพื่อสิ่งที่พระเจ้าอยากให้เราเป็น เรียกให้เราทำหรือเปล่า???

เรื่องสุดท้าย ขณะที่สาวกตื่นเต้นกับอาคารพระวิหาร ใหญ่โต สวยงาม ใช้เวลาสร้างยาวนาน ซึ่งเป็นเรื่องภายนอก ในพระวิหาร พระเยซูกลับมองเข้าไปในหัวใจของผู้คน และพระองค์ก็พบคนๆ หนึ่งที่ทรงชื่นชม … หญิงหม้ายผู้ยากจนมีเหรียญทองแดงสองอัน มีค่าประมาณสลึงนึง (ถ้าเทียบสมัยนี้ก็ประมาณ 20-50 บาท) และก็เป็นเงินที่พระเยซูบอกว่า “หญิงม่ายจนคนนี้ ได้ใส่ไว้ในตู้เก็บเงินถวาย มากกว่าคนทั้งปวงที่ใส่ไว้นั้น เพราะว่าคนทั้งปวงนั้น ได้เอาเงินเหลือใช้ของเขามาใส่ไว้ แต่ผู้หญิงนี้ขัดสนที่สุด ยังได้เอาเงินที่มีอยู่สำหรับเลี้ยงชีวิตของตน มาใส่จนหมดถ้ามองด้วยสายตามนุษย์ เธอโง่มาก ไม่มีจะกินแล้วยังจะถวาย แต่ในสายตาพระเจ้า เธอมีความเชื่อที่แรงงงงงงงงงส์!!! และไว้วางใจพระเจ้า

การนมัสการพระเจ้าด้วยสุดใจ เป็นมุมมองที่มนุษย์ไม่อาจมองเห็น แต่พระเจ้ามองเห็น เศรษฐีส่วนใหญ่ พระคัมภีร์บอกว่า ชอบประกาศให้โลกรู้ บริจาคช่วยเหลือใครเท่าไหร่ เหมือนเป่าแตรข้างหน้าให้คนสรรเสริญ ชื่นชม และนั่นเป็นบำเหน็จของคนเหล่านั้น แต่บำเหน็จจากพระเจ้า มาจากการที่ทำในที่ลี้ลับต่างหาก [Secret Place]

จากประสบการณ์ส่วนตัว และประสบการณ์ผู้คนในแวดวง หลายคนคิดว่ามีน้อยไม่ต้องให้ มีมากค่อยให้ แต่มีน้อยไม่ให้ พอมีมาก ก็รู้สึกว่า หามาด้วยความลำบาก ให้พระเจ้ามาก ก็เสียดาย หลายคนอยากร่ำรวย มีมากๆ จะได้ให้พระเจ้ามากๆ แต่การรักเงินทองนั้นเอง ทำให้ชีวิตเป็นทุกข์ เหมือนกับเศรษฐีหนุ่มผู้นั้น ที่ไม่อาจสละสิ่งในปัจจุบัน เพื่อสิ่งที่เค้าถามจากพระเยซู ชีวิตนิรันดร์

ชีวิตนิรันดร์ เป็นสิ่งที่เอาเงินที่หามาทั้งชีวิตซื้อมาไม่ได้ และเวลาที่เราจากโลกนี้ไปแล้ว เงินที่มีนั้น ก็เอาไปไม่ได้ ได้สิ่งของมาทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตนิรันดร์ พระเยซูบอกว่า ไม่คุ้มเลย หลายคนรู้ค่าของชีวิต รู้บุญคุณของพระเจ้า เมื่อเจออะไรที่ร้ายแรง เช่น บ้านแตก ล้มละลาย เป็นมะเร็ง ติดคุก ติดยา ฯลฯ แล้วพระเจ้าช่วยกู้ รักษาโรค ฯลฯ จึงได้มอบถวายชีวิตของตนกลับคืนสู่พระเจ้า อุทิศตัวรับใช้เมื่อไม่เหลืออะไร แต่หลายคน ปรารถนาหยิบยื่นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับพระเจ้า มากกว่าข้อเรียกร้องจากพระองค์ (เช่น ที่อาจารย์วีรชัยชอบเล่า มีลูกฉลาดๆ ให้เป็นหมอ อีกคนก็ฉลาด ไปเรียนวิศวะ อีกคนโง่ ไปรับใช้พระเจ้าละกัน ขอสนับสนุนที่จะใช้ของขวัญจากพระเจ้า เพื่อพระองค์ อย่างสุดหัวใจ) … ขอชื่นชมบุคคลเหล่านั้นร่วมกับชาวสวรรค์

การเป็นคนมั่งมี ไม่ได้หมายความว่า คุณจะให้พระเจ้าได้มากกว่าคนยากจน
คนที่ถวายเงิน 1 ล้าน ไม่ได้ให้พระเจ้ามากกว่า คนที่ถวายเงิน 100
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณให้พระเจ้าทั้งหมดหรือเปล่า???
ทุกครั้งที่เรานมัสการ พระเจ้าจะมีข้อเรียกร้องกับมนุษย์มากยิ่งขึ้น และการตอบสนองการทรงเรียกนั้น คือ การนมัสการที่แท้จริง!!!

พระเจ้าไม่ได้เรียกร้องให้คนรวยทุกคนทิ้งทรัพย์สมบัติ และไม่ได้เรียกร้องให้คนจนทุกคนถวายจนหมดตัว สิ่งสำคัญที่สุดในการนมัสการด้วยการมอบถวายคือ เราได้ตอบสนอง “พระประสงค์” ของพระเจ้าที่มีในชีวิตแต่ละคน(ไม่เหมือนกัน)หรือเปล่า? และเราปรารถนาจะมอบสิ่งใดให้พระองค์ สิ่งที่ดีที่สุด หรือสิ่งที่เป็นรอง???

อยากบอกว่าขอบคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่ลูกลืมไป ลูกขอบคุณสำหรับชีวิตนิรันดร์ และขอโทษพระองค์ ที่ลูกเหมือนอิสราเอลขี้บ่นในถิ่นทุรกันดาร แน่นอนว่าการเดินทางกับพระเจ้า เต็มไปด้วยทั้งสันติสุข และก็ความเจ็บปวดด้วย แต่วันนี้ลูกขออภัยให้กับพระองค์ (แม้ลูกไม่มีสิทธิเลยก็ตาม)
ลูกขอโทษที่โกรธ และงอนพระองค์อย่างไม่สมควร … เหมือนกับ Blog ที่ลูกเคยเขียนเรื่องชีวิตนิรันดร์เมื่อ 2 ปีก่อน ไม่มีสิ่งไหนจะเทียบค่าของมันได้ พระองค์ได้บอกเปโตรว่า “ถ้าผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิง หรือบิดามารดา หรือลูก หรือไร่นา (หมายถึงงาน) เพราะเห็นแก่เรา และข่าวประเสริฐของเรา ในยุคนี้ ผู้นั้นจะได้รับตอบแทนร้อยเท่าคือ บ้าน พี่น้องชายหญิง มารดา ลูกและไร่นา ทั้งจะถูกการข่มเหงด้วย และในยุคหน้าจะได้ชีวิตนิรันดร์” และเหมือนกับที่วอชแมนนีเคยกล่าวไว้ ว่าการเจิมแห่งการตอบสนองการทรงเรียก เมื่อรู้ว่าทุกสิ่งมาจากพระเจ้า และพระเจ้าให้เราเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ เป็นการเจิมที่มีอานุภาพยิ่งกว่าการเจิมใดๆ


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: