Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

DVD Killer IV – วิจารณ์ภาพยนตร์ ภาค 4

on March 8, 2009
กลับมาพบกันอีกครั้ง กับ ผู้บริโภคภาพยนตร์ จนจะโดนมันบริโภคหมดแล้ว ด้วยความอัดอั้นตันความคิด จึงต้องเทออกมา ณ blog แห่งนี้ แต่คราวนี้เพิ่มเติมเรท ที่เคยไปโวตที่ IMDB มา แม้มาตรฐานของอิฉันกับที่นั่น จะต่างกันอย่างมากมาย แต่ให้ตามสิ่งที่ได้รับค่ะ … ทั้งนี้ เขียนตามแต่จะนึกได้ ไม่ใช่ว่าชอบเป็นพิเศษทุกเรื่อง เลยหยิบมาวิจารณ์ เพราะมีเรื่องอีกมากมาย ที่ยังไม่ได้เอามาพูดถึง ก็หนังบางเรื่อง ควรๆ จะลืมมันไปจากความทรงจำซะด้วยซ้ำ แม้จะติดทอปโวตแค่ไน เดี๊ยนก็จะไม่เอ่ยถึงมัน
DVD Killer I – http://popsyz.spaces.live.com/blog/cns!1C10152FC1BD29D3!1291.entry
DVD Killer II – http://popsyz.spaces.live.com/blog/cns!1C10152FC1BD29D3!1494.entry
DVD Killer III – http://popsyz.spaces.live.com/blog/cns!1C10152FC1BD29D3!2766.entry
My IMDB Rate: 9/10 Batman Begins 2: The Dark Knight (2008) Why so serious?
ชื่อภาษาไทย เพราะพริ้ง อัศวินแห่งรัตติกาล ท่ามกลางความมืดมิดแห่งกลิ่นอายของเมืองกอทแธม อาชญากรทั้งหลาย ซึ่งถูกขัดขวางการทำงานจาก Batman (Christian Bale) ถูกสถานการณ์บีบให้ต้องขอความช่วยเหลือจาก Joker (Heath Ledger) อาชญากรหัวกะทิผู้บ้าคลั่ง และไม่มีที่มาที่ไป เพื่อกำจัดฮีโร่ค้างคาวของประชาชน ในขณะที่อดีตคนรักของแบทแมน อย่าง Rachel กำลังดำเนินการ ด้วยระบอบทางกฎหมาย ร่วมกับคนรักใหม่ Harvi Dent อัยการเขตผู้ผดุงความถูกต้อง Joker ก็ กวนประสาทชาวเมืองมากขึ้นทุกที ไม่ว่าจะ ปล้นธนาคาร พังกรมตำรวจ ระเบิดโรงพยาบาล วางระเบิดกดดันผู้คนบนเรือ ฯลฯ อะไรงี้ ทำให้แบทแมนเอง ก็ต้องใช้สติปัญญา และวิธีการไฮเทค เพื่อรับมือกับคนโรคจิตให้ได้ แม้จะดูตามเกมวายร้ายไม่ทันอยู่ตลอดก็เถอะนะ
+/- : ถ้าใครคาดหวังจะดูซุปเปอร์ฮีโร่บู๊แหลก มันส์สะใจ คงต้องผิดหวัง เพราะผู้กำกับอย่าง Nolan มักชอบทำหนังที่เล่นกับแง่มุม ความคิดด้านมืดแห่งจิตใจคนเราเสมอ (Memento, The Prestige) หนังเรื่องนี้จึงเป็นแนวจิตวิทยาเสียมากกว่า แต่แน่นอน ได้ใจคนดูถึงอารมณ์ของหนังไปไม่น้อย จึงโวตให้ที่ 9 เต็ม 10 ไปเลย แม้จะไม่มีฉากสวยๆ อย่างภาคแรก + ตัวละครมากมาย ที่แย่งซีนพระเอก + การตัดฉาก + เปิดตัวนางเอกด้วยขอบตาแพนด้า (เป็นเหตุที่กั๊กเอาไว้ 1 คะแนน 55) แต่ความนุ่มลึก ที่แฝงอยู่ในข้อคิดตามตอนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แผนการของโจ๊คเกอร์ การตัดสินใจของประชาชนนิวยอร์ค + การเลือกช่วยของฮีโร่ + ด้านมืดของคนดีอย่าง Two-Face หรือแม้กระทั่ง ความเป็นฮีโร่อย่างแท้จริงในตอนจบ ฮีโร่ตัวจริง ไม่ใช่ในสายตาของคนอื่น หากแต่มันอยู่ในตัวของฮีโร่คนนั้นเองจริงๆ คิดแล้วน้ำตาจะไหล อินอ่ะ … อ้อ แม้จะเป็นหนัง Super Hero แต่ก็ไม่ได้ทำมาให้เด็กดูหรอกนะ เพราะฉากโหดๆ เยอะทีเดียว
My IMDB Rate: 7.5/10 Fireproof (2008) "I do, cherish you for the rest of my life …"
      เรื่องราวของ สามี-ภรรยา ที่ไม่ลงรอยกัน หลังจากผ่านชีวิตคู่มาหลายปี จนทุกวันแห่งความรัก กลายเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ทั้งผู้หญิง และผู้ชาย ก็ต่างมองว่าฝ่ายตรงข้ามเห็นแก่ตัว โดยพระเอก เป็นคนที่กลัวศาสนามาก ไม่ยอมรับฟังอะไรง่ายๆ จนคุณพ่อผู้แสนห่วงใย ต้องใช้มุกเขียนคู่มือให้กับลูกชาย เพื่อยืดระยะเวลาในการเซ็นใบหย่าออกไปอีก 40 วัน และในแต่ละวัน จะมีคำแนะนำเกี่ยวกับการแสดงออกของความรัก ด้วยข้อพระคำจากไบเบิ้ลที่ลูกชายก็ไม่รู้ตัว … เพื่อนนักดับเพลิงของเขา พยายามบอกเขาว่า พระเจ้าสร้างมนุษย์ ประสงค์จะให้การแต่งงานศักดิ์สิทธิ์ เพราะความผูกพันแบบนี้ เท่ากับเรากลายเป็นคนเดียวกัน ขณะที่แต่งงาน ต่างฝ่ายก็ได้ปฎิญาณแล้ววว่า ไม่ว่าจะสุขหรือทุกข์ จะยากจนหรือร่ำรวย จะดีหรือเจ็บป่วย ก็จะไม่ทิ้งกันและกัน เพราะได้คู่กันแล้ว ไม่ควรแยกจากกันอีก … ขณะที่พระเอกเริ่มปฎิบัติตัวดีขึ้นกับภรรยา เค้ากลับได้รับการตอบสนองที่แย่มากๆ แถมยังเริ่มคบกับผู้ชายคนใหม่ เขาจึงบอกว่าภรรยาของเขา ไม่สมควรได้รับสิ่งดีจากเขา พ่อของเขาจึงอธิบายว่า "พระเจ้าทรงรักเรา แม้เราเองก็ไม่สมควรเช่นกัน แม้เราจะปฎิเสธพระองค์ พระเยซูทรงทนต่อการถ่มน้ำลาย ทนในสิ่งที่มนุษย์กระทำผิดต่อพระองค์ แต่พระองค์ก็ยังให้อภัย และต้อนรับเราเสมอ พระองค์ทรงเป็นแหล่งแห่งความรัก เราไม่สามารถที่จะมอบความรักให้กับคนอื่นได้ ถ้าเราไม่มี และไม่ได้รับจากต้นกำเนิด" พระเอกจึงตัดสินใจต้อนรับพระเยซู และก็พบว่าชีวิตของเขา เริ่มเปลี่ยนไปมากขึ้น เลิกดูรูปโป๊ในเนท เลิกมองแต่ความผิดคนอื่น อดทนมากยิ่งขึ้น ฯลฯ และภรรยาของเขาก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ จนในที่สุดภรรยาจึงเอ่ยปาก อยากจะมีชีวิตแบบเดียวกับสามี
+/- : ถ้าดูเรื่องนี้แบบคนทั่วไป ก็ไม่หนุกเท่าไหร่ แต่พอดีเรื่องนี้เป็นหนังคริสเตียน (ได้มาจากรถพี่เขย ที่ยังไม่เป็นคริสเตียน) จึงมีคำพูด และเรื่องราวที่น่าใส่ใจหลายจุด ชอบฉากที่พระเอกต้อนรับพระเยซู ฉากสวนหลังบ้าน ที่เป็นแคมป์ลูกเสือ มีไม้กางเขน และบรรยากาศที่สวยมาก แล้วก็ชอบคำพูด เมื่อทั้งสองเป็นคริสเตียน ได้ให้คำมั่นสัญญา แบบในงานแต่งอีกครั้งในตอนจบ แต่เป็นคำมั่นในความเชื่อแห่งพระคริสต์ … "I DO" – Gen 2:24 "For this reason a man shall leave his father & mother and shall be joined to his wife & the two shall become one flesh"
My IMDB Rate: 8.5/10 Die Hard 4: Live Free or Die Hard (2008)
ขณะที่เหล่าบรรดา Hacker และ Programmer ทั้งหลาย ที่เข้าร่วมในโครงการลับ กำลังโดนเก็บอย่างไร้ร่องรอย John McClane (Bruce Willis) ตำรวจแห่งเมืองนิวยอร์ค ได้รับมอบหมายให้ไปนำตัว Matt Farrell (Justin Long) หนุ่มโปรแกรมเมอร์ ที่กำลังจะถูกเก็บอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังแผนการนี้ คือ Thomas (Timothy Olyphant) ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT ซึ่งได้ควบคุม ระบบอีเล็กทรอนิกส์ทุกอย่างของประเทศ ผ่านคอมพิวเตอร์และดาวเทียม ทำให้การไล่ล่าครั้งนี้ ไม่พ้นสายตาของเขา แต่ด้วยความที่ McClance เป็นพวกหัวโบราณ ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีมากนัก เขาจึงใช้วิธีแบบตำรวจระห่ำเมือง อย่างภาคก่อนๆ เพื่อปกป้องผู้คน ด้วยการต่อกรกับวายร้อยแบบหักดิบตามสไตล์ Die Hard
+/- ภาคนี้ทำให้เราเห็นว่า เครือข่ายคอมพิวเตอร์คว่ำประเทศได้จริงๆ อย่างเมืองที่อิงกับเทคโนโลยีอย่างอเมริกา ถ้าอำนาจการควบคุม อยู่ในมือของคนชั่ว ประเทศชาติจะวุ่นวายมากๆ (เนื้อหาคุ้นๆ มาก แต่จำไม่ค่อยได้ว่าเหมือนเรื่องไหน) ส่วนเรื่องของแอ๊คชั่น บู๊ล้างผลาญมาก ขนาดผู้หญิงอย่าง Maggie Q ยังโดน Bruce ซัดซะน่วม ส่วนพระเอก ในเรื่องต้องไฮเทค ฉลาดมาก แต่เพ่เค้าดูเซอร์ได้ตลอดเวลา เป็นโปรแกรมเมอร์มะใช่หรอ ดันดูเหมือนพวกนักดนตรีซะงั้น
My IMDB Rate: 7.5/10 Rambo 4 (2008)
      Rambo ละถิ่นฐานมาใช้ชีวิตอย่างสงบในชายแดนประเทศไทย แต่แล้วกลุ่มมิชชันนารี ต้องการลักลอบเข้าดินแดนพม่า เพื่อไปช่วยเหลือผู้คนยากไร้ เจ็บป่วย จึงขอให้ Rambo พาเขาล่องแม่น้ำข้ามไปถึงฝั่ง ทว่า ภารกิจครั้งนี้ อันตรายกว่าที่เขาคิดไว้ เพราะหมู่บ้านที่เหล่ามิชชันนารี เข้าไปให้ความช่วยเหลือด้านพยาบาล สอนหนังสือ แจกยา อาหาร ฯลฯ กลับถูกกองกำลังของพม่าโจมตีอย่างหนัก มิชชันนารีถูกฆ่าอย่างโหดร้าย และผู้หญิงถูกกักตัวไว้ ทำให้ Rambo เลือดทหาร ต้องกลับไปช่วยเหลือกลับออกมา
+/- : ได้เห็นความโหดร้ายของทหารพม่า ที่ฆ่าล้างแม้กระทั่งลูกเด็กเล็กแดง คนชาติเดียวกัน ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ในหนัง อย่างตอนกลุ่ม DTS จากกัมพูชาจะออก outreach ที่พม่า คนที่เป็นคนสัญชาติฝั่งยุโรป และอเมริกาต้องอยู่เฉยๆ ที่ประเทศไทย เพราะพม่าไม่ให้เข้าประเทศ มิชชันนารี จะต้องช่วยเหลืออย่างลับๆ เท่านั้น เพราะพม่าปิดประเทศ ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากใคร เพียงจะรักษาการปกครองแบบคอมมิวนิสต์เอาไว้เท่านั้น … บางทีก็คิดนะ ใช้สติปัญญาหน่อยดีมั๊ย ทำไมต้องไปในที่ที่มีระเบิดฝังอยู่ทุกพื้นผิว รู้ว่าถ้าไปก็ต้องตายแน่นอน เวลาของพวกเขาอาจจะยังมาไม่ถึงก็ได้ แต่อีกมุมหนึ่ง ถ้าไม่มีใครซักคนเสียสละ ยอมเริ่มเสี่ยงชีวิต ความรักของพระเจ้าจะเข้าไปถึงที่แห้งแล้งได้อย่างไร? ชอบคำพูดของผู้หญิงมิชชันนารี "Maybe you’ve lost your faith in people. But you must still be faithful to something. You must still care about something. Maybe we can’t change what is. But trying to save a life isn’t wasting your life"
My IMDB Rate: 6/10 In Bruges (2008) "Shoot first. Sightsee later."
สองมือปืน ถูกหัวหน้าส่งมาเก็บตัวในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งของเบลเยี่ยม ซึ่งคนทั่วไปมองว่าสวยงาม น่าอยู่ แต่สำหรับมือปืนอย่าง Ray (Colin Farrell) กลับไม่แฮปปี้กับเมืองนี้เอาซะเลย เว้นแต่ว่า เขาได้พบกับนางในฝัน ชาวเมืองนี้โดยบังเอิญ … ในอดีต เขาเคยยิงบาทหลวง แต่พลาดไปโดนเด็กน้อยตายเสียด้วย ทำให้เป็นปมที่รู้สึกผิดในใจเรื่อยมา ขณะที่ Harry (Ralph Fiennes) ก็สั่งมือปืนคู่หูของเขาให้เก็บ Ray ด้วย แต่เวลาเดียวกันนั้น Ray ตัดสินใจฆ่าตัวตายเพราะบาปที่เคยทำ คู่หูของเขาได้เห็นจิตใจอ่อนโยนของ Ray จึงตัดสินใจขัดขวาง และใช้ชีวิตของเขาแม้กระทั่งลมหายใจสุดท้าย เพื่อให้ Ray ได้มีโอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง
+/- : ดูแล้วงง ว่าทำไมเรื่องนี้ถึงติด Top Charge ของ IMDB แถมเรทอยู่ที่ 8 กว่า ทั้งที่ความสนุกของหนังน้อยมาก มีปมขัดแย้งในใจเรื่องศีลธรรม และมีข้อคิด เติมสีสันให้นิดหน่อย บวกกับ มีการใช้ภาษาที่น่ารำคาญอย่างแรง มีคำหยาบติดมาด้วยแทบทุกประโยค แถม Handbill มีรูป Ralph Fiennes ขึ้นเด่นกว่าเพื่อน แต่โผล่มาแค่ 10 นาที เดี๊ยนโวตให้ 6 ขัดใจใครอย่าว่ากันนะค้าา
My IMDB Rate: 8/10 Iron Man (2008)
      Tony Stark (Robert Downey Jr.) อัจฉริยะในการคิดค้นนวัตกรรมด้านระเบิด ถูกลักพาตัวไปผลิตอาวุธให้กองทัพแถบอัฟกาฯ แต่ระหว่างนั้น เขาดันคิดโมเดลหุ่นยนต์ขึ้นมาแทน เพื่อเอาตัวรอดหลบหนีออกมาได้ เมื่อเขากลับมายังบริษัท เขาจึงมุ่งพัฒนาสิ่งประดิษฐ์นั้น ให้ทันสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่บ้างในเรื่องของจุดเยือกแข็ง ขณะเดียวกัน ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการลักพาตัว เป็นคนใกล้ตัว ที่ไม่ประสงค์ดี ก็ทำการ re-engineering โมเดลที่เขาทำทิ้งไว้ โดยหุ่นยนต์นี้ใหญ่กว่า ร้ายกว่ามาก จึงเกิดปัญหากวนเมือง ทำให้ Tony ต้องสวมชุดหุ่นยนต์เหล็กออกมาเป็น Super Hero ช่วยกู้บ้านเมืองเอาไว้
+/- : เคยได้ยินว่าผู้กำกับเรื่องนี้ ใช้เวลานานหลายปี กว่าที่จะผลิตหนัง เรื่องนี้มาสู่สายตาประชาชีได้ โดยส่วนตัว เนื้อหาถือว่าสนุกทีเดียว และเทคนิคทางเอฟเฟคก็เจ๋ง สมเป็น Hero ยุคไฮเทค แต่ยังไม่คุ้นกับซุปเปอร์ฮีโร่มีอายุเท่าไหร่ ไม่อยากเทียบกับแบทแมน แต่ภาพพจน์ Super Hero ช่างเป็นอะไรที่ต่างจริงๆ เพราะเรื่องผู้หญิง Tony เป็นเหมือนพวก James Bond ซะมากกว่า
My IMDB Rate: 7/10 Step Up 2: The Street (2008) "Life is too short to be anybody else"
Andie (Briana Evigan) หญิงสาวที่เกิดมาเพื่อศิลปะแห่งการเต้น เธออยู่ในแก๊งเด็กฮิปฮอปกวนเมือง ที่ในตอนเปิดเรื่อง อลังการงานเต้นมั่กๆ เธอได้มีโอกาสเข้าสมัครเป็นนักเรียนของโรงเรียนแห่งหนึ่ง (ร.ร. เดียวกับภาคก่อน) และได้สบตาเจอนักเต้นสมัครเล่นหลายคนมาร่วมทีมใหม่ ที่ตั้งขึ้นท้าทายอำนาจมืดของเหล่านักเต้นมือโปรทั้งหลาย ร่วมกับ Chase Collins (Robert Hoffman) นักเต้น ลูกเจ้าของโรงเรียน ที่สุดท้าย ลงเอยกันด้วยการเต้นท่ามกลางสายฝน
+/- : ไม่คิดจะดูเรื่องนี้เลยยย ด้วย Handbill ภาคก่อนล่อแหลมมาก แต่เพื่อนนอต แสนจะโปรโมท เลยหาๆ มาดู แล้วก็ได้เห็นความน่ารักในการเต้นแบบต่างๆ ของแต่ละคน ดันรู้สึกสนุกไปด้วย + ประทับใจท่าเต้น ตอนประลองกับที่กระโดดเด้งดึ๋งๆ มันเจ๋งได้จายยวัยรุ่นไปหมดเลย แถมยังชอบ Concept ความเป็น "The Street" ที่ต่างกับ The Stage (เสมือนชีวิตส่วนตัว 55) กับคำพูดในเรื่องด้วย … ก่อนดูเรื่องนี้ ได้ดูรายการ So You Think You Can Dance หลายครั้ง จากที่ไม่เคยคิดว่าการเต้นจะทำให้คนดูร้องไห้ได้ ก็เจอมาแล้ว คนที่เป็นมืออาชีพ และเต้นออกมาจากวิญญาณข้างใน มันสัมผัสได้จริงๆ และยิ่งถ้าเทียบกับภาคแรกแล้ว ภาคนี้เต้นมันส์กว่ามาก ถึงขนาด ทำให้เพลง Low ได้เกิดเป็นเพลงฮิตติดมือถือของหลายๆ คนอีกด้วย
My IMDB Rate: 8/10 The Classic (200X)
เรื่องราวความรัก สองยุคสมัย อดีต-ปัจจุบัน (ที่ใช้นางเอกคนเดียวกัน) ในอดีต ชายหนุ่ม A (จำชื่อไม่ได้ แทน A B C ละกัน) พบรักกับสาว B ทั้งสองแตกต่างกันมาก เพราะชายหนุ่มออกแนวลูกทุ่ง ส่วนสาว B เป็นลูกผู้มีตระกูลดัง แถมยังหมั้นหมายกับ C เพื่อนซี้พ่อรวยของตนไว้แล้วด้วย แต่ทั้งคู่ได้แอบพบ และไปเที่ยวด้วยกันอยู่บ่อยๆ แต่สุดท้ายแล้ว สาว B กลับขอไม่เลือกใครเลย วันเวลาผ่านไป หนุ่ม A ต้องไปเป็นทหารต่อต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ทั้งสองต้องพรากจากกัน เมื่อกลับมาอีกที หนุ่ม A ก็เปลี่ยนไปอย่างไม่มีวันเหมือนเดิม … ส่วนรุ่นลูก นางเอกเป็นลูกสาวของ B แอบรักนาย D คนดัง ของมหาวิทยาลัย แต่ชายหนุ่มไม่เคยเหลียวแล สนใจเธอเลย กลับคบกับเพื่อนซี้ของเธอแทน จนวันหนึ่ง ในคราวฝนตก เธอจึงได้รู้ว่า ที่แท้ชายหนุ่มนั้นขี้อาย และมีฟอร์มเป็นอย่างมาก และสุดท้ายเรื่องราว 2 ยุค ก็มาพัวพันกันอย่างลงตัว
+/- : ไม่เคยดูหนังรักเกาหลีเรื่องไหน ประทับใจอย่างนี้เลย ปกติหนังเกาหลี ต่อให้โรแมนติกแค่ไหน ก็จะต้องมีฉากต๊องๆ แต่เรื่องนี้ เศร้าสุดๆ อย่างเดียว เพื่อนบอกว่าต้องดูให้ได้ ส่วนเพื่อนที่ดูแล้ว ก็บอกว่าเรื่องนี้ อยู่ในความทรงจำที่ดีที่สุด ต่อหนังรักเกาหลีเลยทีเดียว
My IMDB Rate: 8/10 The Chronicles of Narnia 2: Prince Caspian (2008)
ถึงคราวที่เด็กๆ ทั้ง 4 ถูกเรียกตัวกลับดินแดนแห่งนาร์เนียอีกครั้ง แต่ทว่าครั้งนี้ เวลาในนาร์เนียกลับผ่านไปหลายร้อยปี แถมสถานที่เดิมๆ ก็ถูกทิ้งร้าง … เจ้าชายแคสเปียน ถูกอาของตัวเองไล่ล่า จนพลัดหลงเข้าไปในป่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่มีใครตามเข้าไปได้ ในเรื่องนี้ แม่มดขาวพยายามที่จะกลับมาป่วนอาณาจักรนาร์เนีย แต่ไม่สำเร็จ เพราะจริงๆ ก็ป่วนอยู่แล้ว ในการรับมือกับสงครามที่คลืบคลานเข้ามารุกรานอาณาจักรของเด็กๆ ทั้งหลาย
+/- : ชอบแนวคิดฝ่ายวิญญาณที่ Lewis แฝงเอาไว้ในตอนต่างๆ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานพระคัมภีร์ไบเบิ้ลแทบตลอดทั้งเรื่อง แม้คนดูส่วนใหญ่จะไม่รู้ก็ตาม จริงๆ เคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปอย่างเต็มๆ แล้ว ก็จะไม่บรรยายอะไรอีก
My IMDB Rate: 7/10 "Anywhere is possible" Jumper (2008)
David (Hayden Christensen) ผู้มีพรสวรรค์ ในการกระโดดหายตัวไปที่ไหนๆ ในโลกนี้ก็ได้ ถ้าเขาเคยไปที่นั่นมาแล้ว หรือ เคยเห็นรูปภาพมาก่อน ไม่ว่ากางร่มใน London สวีทกับคนรักใน Rome กินข้าวกลางวันบนหัวสฟิงค์ใน Egypt แต่เขากลับไม่รู้ว่า ยังมี Jumper อีกมากมายที่หลบซ่อนตัวอยู่ในโลกใบนี้ เพราะมีกลุ่มที่คอยตามล้างผลาญ เข่นฆ่าเหล่า Jumper อย่างโหดร้าย
+/- : พระเอกดูเป็นโจรมากเกินไป กระโดดไปโขมยเงินธนาคารเป็นว่าเล่น แถมยังแก้แค้นเพื่อนวัยเด็ก จนโดนจับยัดไปอยู่ในคุกมืด ความรู้สึกของเรื่อง ออกแนวอาชญากรรม และการไล่ล่าอย่างเคร่งขรึม มากกว่าสนุกสนาน สดใส แต่ชอบไอเดีย จินตนาการในการแต่งเรื่อง และได้เห็นฉากจากหลายๆ มุมโลก ตอนจบก็เหมือนว่าจะมีภาคต่อไป
10000BC (2008) [ 4/10 ]
21 (2008) [ 6.5/10 ]
27 Dresses (2008) [ 5/10 ]
Bank Job, The (2008) [ 6/10 ]
Definitely Maybe (2008) [ 6/10 ]
Get Smart (2008) [ 7/10 ]
Incredible Hulk, The (2008) [ 7/10 ]
Indiana Jones: Kingdom of the Crystal Skull (2008) [ 6/10 ]
Oxford Murders, The (2008) [ 6/10 ]
Spiderwick Chronicles, The (2008) [ 7/10 ]

อ้อ … อีกครั้งหนึ่ง – อย่าลืมอธิษฐานเผื่อวงการ Hollywood นะคะ ใครจะรู้ ภาพยนตร์อาจจะนำผู้คนมาถึงแผ่นดินพระเจ้า ก่อนที่พระเยซูจะเสด็จกลับมา มากกว่าที่เราเคยคิดก็ได้


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: