Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

Thank God for Your loveliness & lovingkindness

on January 3, 2008

วันนี้พระองค์น่ารัก พระองค์มิได้ทรงตำหนิเราซักอย่างเดียว เว้นแต่สอนให้จริงจังเรื่องวินัย
อันที่จริง พระเจ้าก็น่ารักอยู่ทุกวันอยู่แล้ว และมิเคยกล่าวโทษเราเลยซักครั้ง
นอกจากครั้งนั้น เมื่อ 2 ปีก่อน ที่จำได้ขึ้นใจถึงไฟพระพิโรธ เนื่องจากไม่เชื่อฟังพระองค์เอง

วันนี้ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ตรงมากๆ ทุกๆ อย่าง … ขอบคุณพระเจ้า
จะแบ่งรายละเอียดในหนังสือบางส่วนนะ สำหรับเรา มันดีมากและตรงพอดี

เรื่องที่ 1 :: ถ้าคุณอุทิศให้กับความรัก ในไม่ช้าคุณจะพบว่ามันทำให้อ่อนล้าอย่างที่สุด หลังจากที่ได้รับใช้ และทำบางอย่างไประยะนึง คุณอาจจะเริ่มรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง ในที่สุดก็อยากจะหลบเลี่ยงที่จะพบปะผู้คน รู้สึกว่า "ฉันไม่สามารถรับมือกับความปวดร้าวใจได้อีกแม้แต่เรื่องเดียว ไม่อาจรับมือกับคนได้อีกแม้แต่คนเดียว ฉันอยากจะวิ่งหนีไปให้พ้น แล้วสร้างกำแพงล้อมรอบตัวเอง" ณ จุดนี้การทดลองครั้งใหญ่ให้เลิกล้มที่จะรักคนอื่นโดยสิ้นเชิงได้เกิดขึ้นแล้ว … เป็นไปได้ที่รักของเราจะร่อยหรอ ต้องเติมให้เต็มอีก แต่การยืนหยัดในความรักเป็นสิ่งที่พระเจ้าเรียกเราให้ทำ

ใน 1 ซามูเอล 30 เราพบเรื่องราวที่ไม่ค่อยมีคนรู้เรื่องมากนักในชีวิตของดาวิด ก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นกษัตริย์ ในขณะที่ยังเป็นผู้นำกบฎนอกกฎหมาย ดาวิดได้แสดงความรัก การเป็นผู้นำ การช่วยเหลือ และรับใช้ผู้คนจนกระทั่งเขาเองเกือบจะไมมีความรักหลงเหลืออยู่ รวมทั้งขุมพลังในตัวก็แทบจะมลายหายไป เมื่อกองกำลังฝ่ายตรงข้ามได้ดักซุ่มโจมตีค่าย และจับเอาบรรดาภรรยาและลูกๆ ของดาวิดและพลพรรคเขาไป คนของดาวิดโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ถึงกับพูดกันว่าจะโค่นดาวิดลงและจะฆ่าเขา ดาวิดรับไม่ไหวอีกต่อไป เขารู้สึกอยากโยนหน้าที่การเป็นผู้นำของเขาทิ้งไป เขาอยากจะทิ้งคนเหล่านี้ไปเสีย ดาวิดเบื่อคนเหล่านี้และเหนื่อยอ่อนเต็มที ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

แต่ในที่สุด "ดาวิดมีกำลังขึ้นในพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน" (ข้อ 6) เขาทิ้งผู้คนที่เรียกร้องอย่างไม่รู้จักหยุดหย่อน เขาหันหลังให้กับโอกาสการรับใช้ที่เหลืออยู่ หาเวลาพัก ปลีกตัวไปอยู่คนเดียว และสนทนากับพระเจ้าเป็นเวลายาวนาน ชั่วขณะหนึ่ง ดาวิดได้อิ่มเอิบในความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อเขา เขาใช้เวลาเพียงลำพังกับพระเจ้า จนกระทั่งพลังฝ่ายจิตวิญญาณของเขาได้รับการเติมเต็มอีกครั้ง ……….

ขอบคุณพระเจ้า เมื่อเราเหน็ดเหนื่อยกับความรัก และไม่สามารถรักใครเกินกว่านี้ได้ พระองค์มิเคยได้ทรงตีเราลง แต่พร้อมจะเตรียมขันน้ำที่ล้นให้เราดื่ม … ฮาเลลูยา

เรื่องที่ 2 :: ตามวัฒนธรรมของเยรูซาเล็มในศตวรรษที่ 1 การถูกตบหน้าถือเป็นการหยามเกียรติอย่างที่สุด แม้กระทั่งปัจจุบัน เราถูกหมิ่นประมาทรุนแรงในสายตาผู้อื่น และยังรู้สึกถึงรอยตบ อารมณ์โกรธพลุ่งพล่าน และมีเสียงเชียร์ว่า "เอาคืน เอาคืน" ไม่ก็ "แก้แค้น แก้แค้น" … แต่พระเยซูกลับสอนเราว่า อย่าตบหน้าเขากลับ อย่าตะคอก อย่าสาปแช่งเขา แต่ให้เตือนตัวเองว่า ทั้งที่เขายโส ก้าวร้าว เขาก็ยังมีความสำคัญสำหรับพระเจ้า

แม้แต่ในเวลาเช่นนั้น พระองค์ก็ยังทรงพยายามจะเอื้อมพระหัตถ์ไปหาเขา อันที่จริง พระองค์กำลังมองหาคนที่พระองค์จะสามารถส่งผ่านความรักไปถึงคนเหล่านี้ได้ ดังนั้น จงขุดค้นให้ลึกถึงรากฐานต่างๆ แห่งความเชื่อ และจงรักเขาโดยการกระทำที่ตรงกันข้ามกับเขา เพื่อสร้างรอยจารึกในจิตวิญญาณของคนนั้น โดยหันแก้มให้เขาตบอีกข้าง … ทั้งที่สาวกเกิดและเติบโตในวัฒนธรรมที่ปลูกฝังให้แก้แค้น รู้จักศักดิ์ศรี ความเป็นลูกผู้ชาย แต่พระองค์กลับสอนความรักที่สวนทางกับค่านิยมเก่าๆ

หลักการหนึ่ง ที่เห็นได้ชัดจากเรื่องเหล่านี้คือ การแก้แค้นเป็นทางตัน และก่อให้เกิดความเป็นศัตรูกันมากยิ่งขึ้น และการทวีความเกลียดชัง เป็นลักษณะนิสัยที่มาจากมาร รวมทั้งการแก้ตัวในทุกเรื่อง ไม่ใช่สิ่งดี ใครสักคนต้องยุติการทวีความเกลียดชังไร้สาระนี้ และพระเจ้าต้องการให้เราเป็นคนนั้น ไม่ว่าจะถูกขับรถปาดหน้า ถูกคนแซงคิว ถูกดูหมิ่น ถูกด่าลับหลัง เราต้องเริ่มเป็นฝ่ายหยุดมัน และพระเยซูก้าวไปทางที่มากกว่าความยุติธรรมเสมอ

จะมีอะไรดีไปกว่า การสวนกระแสโดยเชื่อฟังพระเจ้า แล้วยังมีสันติสุข ชื่นชมยินดีในพระเจ้าได้อีกเล่า 555 ขอบคุณพระองค์

เรื่องที่ 3 :: โลกไม่เข้าใจแนวคิดของคริสเตียนในเรื่องความเป็นพี่น้องกัน โลกบอกให้หาเพื่อนที่มีความคิดแบบเดียวกัน เป็นคนระดับเดียวกัน แต่มิตรภาพเหล่านี้จะดำรงอยู่แค่ก่อนรากฐานชีวิตสั่นคลอน คุณไม่ได้ลงทุนอะไรในชีวิตของผู้อื่น มิตรภาพก็ไม่มีสะสมไว้เลย

แต่มิตรภาพของคริสเตียนนั้นต่างออกไป คุณลงทุนลงแรง ด้วยคำอธิษฐาน ด้วยเวลา หรืออาจรวมถึงเงินทอง มีส่วนร่วมในชีวิตของกันและกัน หนุนใจ ให้คำปรึกษา … พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงเปโตรว่าเขาสงสัย ในสิ่งที่สละไปนั้น มันคุ้มค่าหรือไม่ "ข้าพระองค์ทั้งหลายได้สละสิ่งสารพัดและได้ติดตามพระองค์มา พวกข้าพระองค์จะได้อะไรบ้าง" สิ่งที่พระเยซูตอบคือ "ผู้ใดได้สละบ้าน หรือพี่น้องชายหญิงหรือบิดามารดา หรือลูกหรือไร่นาเพราะเห็นแก่นามของเรา ผู้นั้นจะได้ผลร้อยเท่าและจะได้ชีวิตนิรันดร์ด้วย"

การเสียสละของพระเจ้า คือ การประทานพระองค์เองเพื่อเรา ถ้าเราถวายตัวเองแด่พระเจ้าและผู้อื่น พระเจ้าจะบันทึกการเสียสละไว้ในบัญชีสวรรค์ พระองค์จะเทพระพรลงมาเป็นการตอบแทนอย่างอุดมเหลือล้น จนกระทั่ง เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง คุณจะประหลาดใจที่เห็นว่าชีวิตของคุณบริบูรณ์เพียงใด คุณจะพบตนเองเปล่งคำสรรเสริญ นมัสการ

อ่านแล้วก็เป็นเรื่องจริงอย่างที่สุด ในเวลาคับขัน ที่เราเองก็แทบจะไม่เหลืออะไร แต่มีคนที่ไม่เหลืออะไรยิ่งกว่า แล้วเราได้สละสิ่งนั้นให้ใครไปด้วยความรัก และด้วยใจจริง สิ่งนี้เห็นผลทันตาในโลกนี้เลย อย่างปีที่ผ่านมา มีถึง 4 เคสด้วยกัน ที่พระเจ้านำให้เสียสละ ทั้งที่เราไม่น่าจะทำได้ และในที่สุดสิ่งที่พระเจ้านำ พระองค์เทพระพรกลับมาจากคนเหล่านั้นบริบูรณ์มากกว่าหลายเท่า รวมทั้งมิตรภาพที่งดงาม อย่างน่าอัศจรรย์

ขอบคุณพระบิดาสำหรับวันนี้ เมื่อลุยน้ำ น้ำไม่ท่วม เมื่อลุยไฟ ลูกแสบนิดหน่อย แต่มันทำให้ลูกไหม้ไม่ได้ สรรเสริญๆๆๆๆ พระเยซูผู้น่าร้ากกกก


One response to “Thank God for Your loveliness & lovingkindness

  1. XuS says:

    HappY New YeaR. i just can read the Tittle but Yep: the loveliness of God is Amazing. I LoVe Him.
    Shalom. -XuS~

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: