Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

คำพยานชีวิต กับ ภาพการแบกกางเขน ★★★★★

on October 16, 2007

ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวคริสเตียน ตอนที่เกิดมา คุณแม่ยังไม่แน่ชัดในเรื่องความรอดเท่าไหร่ แต่ก็อธิษฐาน "ถ้าพระเจ้าให้ลูกชาย จะมอบถวายเขาแด่พระองค์" ข้าพเจ้าได้รับความรอดตอนอายุ 17 ปี ก่อนจะรับเชื่อ ในใจมีการสู้รบอย่างมาก คนส่วนใหญ่ที่ต้อนรับพระคริสต์ จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นไทจากบาป แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว การพ้นจากบาปและการทรงเรียกให้ปรนนิบัติรับใช้เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องและเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน

ในคืนวันที่ 29 เมษายน 1920 ข้าพเจ้าไม่มีสันติสุขเลย มีคำถามว่าจะต้อนรับพระเยซูดีหรือไม่ เมื่อคิดจะปฎิเสธพระองค์ ในใจกลับไม่สงบ แต่เมื่อเริ่มคุกเข่าลงอธิษฐาน ความบาปเริ่มปรากฎออกมา ทั้งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนบาป เริ่มมองเห็นความล้ำค่าในแผนการไถ่บาปของพระเจ้า ได้เห็นองค์พระเจ้าถูกตรึงที่กางเขน เพื่อรับการลงโทษบาปแทนเรา พระองค์ตรัสว่า "เรารอคอยเจ้าอยู่" ความรักของพระเจ้าทำให้ข้าพเจ้าตัดสินใจต้อนรับพระเยซู ทั้งที่ข้าพเจ้าเคยหัวเราะเยาะคนที่เชื่อ ตั้งแต่วันนั้นไม่อาจหัวเราะได้อีก ได้แต่สารภาพความผิดบาป ขอการอภัย และก็ได้รับการปลดปล่อย รู้สึกโล่ง สบาย ชื่นชมยินดี และมีสันติสุขข้างใน

ในช่วงวัยรุ่น ข้าพเจ้าเรียนหนังสือได้ที่ 1 ตลอด และเต็มไปด้วยความฝัน วางโครงการในอนาคตไว้มากมาย แต่หลังจากรับเชื่อแล้ว โครงการที่เคยวาไว้ก็สิ้นสุดลงและกลายเป็นสิ่งไร้ค่า ข้าพเจ้าละทิ้งอนาคตตนเองทั้งหมด สำหรับคนอื่นอาจจะง่าย แต่ยากสำหรับคนที่เต็มไปด้วย อุดมคติ ความฝันอย่างข้าพเจ้า เคยคิดว่าอาชีพของพวกคริสเตียนเป็นสิ่งที่ต่ำต้อยที่สุด เงินเดือนก็น้อย

รักดวงวิญญาณ ประกาศ เป็นพยานกับผู้อื่น
เนื้อหนังของข้าพเจ้ายังไม่ถูกจัดการ ยังรักที่จะมีชีวิตที่หรูหรา กินของดีๆ เสื้อผ้าดีๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ท้อแท้มาก ทั้งที่คิดว่าตัวเองดี ได้รับการเปลี่ยนแปลงไปแล้วมากมาย แต่เมื่อคิดถึงสิ่งที่พระเจ้าทรงช่วยและการทรงเรียก จึงมีกำลังใจสู้ต่อไป … เมื่อข้าพเจ้ารับเชื่อแล้ว ก็รักดวงวิญญาณคนบาปโดยอัตโนมัติ จึงเริ่มประกาศข่าวประเสริฐ เกี่ยวกับความรักพระเยซู และเป็นพยานกับเพื่อนๆ แต่ตรากตรำเป็นปีๆ ก็ไม่มีใครได้รับความรอด เป็นชีวิตที่ขาดฤทธิ์เดช เพราะพยายามพูดให้ได้ดี

ข้าเจ้าคิดว่า เมื่อประกาศแล้วเขาไม่เชื่อ เขาต้องรับผลกรรมของตัวเอง แต่ Miss Groves กลับบอกว่า "สาเหตุที่เธอนำวิญญาณได้ เพราะเธอมีปัญหากับพระเจ้า อาจเป็นเพราะความบาปที่ซ่อนเร้นซึ่งยังไม่จัดการให้ชัดเจน หรือยังบกพร่องต่อผู้อื่นอยู่" ข้าพเจ้าก็ยินดีไปจัดการ และ Miss ก็แนะนำอีกว่า "เวลาเป็นพยาน ประกาศ ควรอธิษฐานกับพระเจ้าเสียก่อน แล้วค่อยไปพูด น่าจะลิสรายชื่อเพื่อนๆ แล้วถามพระองค์ว่าควรอธิษฐานเผื่อใคร ต้องอธิษฐานเผื่อทุกวัน เอ่ยชื่อทีละคนด้วย เมื่อพระเจ้าให้โอกาส จึงค่อยเป็นพยาน"

ข้าพเจ้าจึงไปจัดการ ชดใช้ จ่ายหนี้ คืนดีกับเพื่อน สารภาพบาปต่อผู้อื่น และเขียนรายชื่อในสมุดโน้ต 70 ชื่อ อธิษฐานเผื่อเป็นประจำทุกวัน เอ่ยชื่อกับพระเจ้าทีละชื่อ บางครั้งก็อธิษฐานเผื่อชั่วโมงละครั้ง เมื่อมีโอกาส ก็จะเป็นพยาน แต่กลับโดนล้อเลียน Miss Groves จึงให้กำลังใจว่า "อย่าท้อ จงอธิษฐานต่อไปจนกว่าจะมีคนได้รับความรอด" โดยพระคุณ ผ่านไปหลายเดือน ในรายชื่อที่ข้าพเจ้าอธิษฐานเผื่อได้รับความรอดหมด เว้นแค่คนเดียว

เติมเต็มโดยรับบัพติศมาพระวิญญาณบริสุทธิ์
แม้เพื่อนๆ จะได้รับความรอดแล้ว แต่คนทั้งโรงเรียน ทั้งเมืองยังไม่ได้รับความรอดเลย ข้าพเจ้าจึงไปหา Miss Magarette ว่าถ้าต้องการรับพระวิญญาณ ได้รับการเติมเต็ม ต้องทำอย่างไร ท่านจึงบอกว่า "ต้องถวายตัวเองแด่พระเจ้า" และท่านเล่าเรื่องของ Prigin ชาวอเมริกันที่เคยไปประเทศจีนให้ฟังว่า

"Prigin จบปริญญาโท และกำลังจะต่อเอก แต่รู้สึกว่าในฝ่ายวิญญาณไม่โตเลย จึงทูลต่อพระเจ้าว่า ‘ข้าพเจ้ามีความสงสัยพระเจ้ามากมาย ไม่สามารถะเอาชนะบาปบางอย่างได้ ไม่มีกำลังทำงาน’ ท่านได้อธิษฐานกับพระเจ้า 2 อาทิตย์ หวังให้พระเจ้าเติมเต็มด้วยพระวิญญาณ แต่พระเจ้าตรัสถามว่า ‘เจ้าต้องการสิ่งนี้จริงๆ หรือ? ถ้าอย่างนั้นสละสิทธิ์สอบปริญญาเอก’ Pirgin ลำบากใจมาก ต่อรองกับพระเจ้าว่าเพราะอะไร แต่เมื่อพระเจ้าเรียกร้องแล้ว พระเจ้ายึดมั่นโดยไม่ยอมปรึกษามนุษย์เลย

ระหว่าง 2 เดือนนั้นเป็นเวลาที่เจ็บปวดมาก เพราะเรียนปริญญาเอกไปแล้ว 2 ปี และฝันถึงใบปริญญานี้มา 30 ปี ตั้งแต่เป็นเด็กมา ในวันเสาร์สุดท้าย เกิดความขัดแย้งภายในมาก ว่าอยากได้ปริญญาหรือการเจิมแห่งฤทธิ์เดช ท่านปรารถนาทั้ง 2 อย่าง แต่พระเจ้าไม่ยอม ในที่สุดก็ยอมจำนนต่อพระเจ้า ไม่เข้าสอบ และทิ้งปริญญาเอกนี้ไปตลอดชีวิต ช่วงเวลานี้ ท่านไม่สามารถเตรียมประกาศใดๆ ได้ จึงใช้เรื่องนี้เล่าให้ที่ประชุม ปรากฎว่า 3/4 ของที่ประชุมน้ำตาไหลและรับการฟื้นฟู ท่านจึงกล่าวว่า ‘ถ้ารู้ว่าผลลัพธ์เป็นเช่นนี้ คงยอมจำนนกับพระเจ้าไปนานแล้ว’ หลังจากนั้นงานของท่านเกิดผลอย่างมาก และรู้จักพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง"

เมื่ออุปสรรคที่ขวางกั้นได้รับการจัดการ
เมื่อข้าพเจ้าได้ยินเรื่องของท่าน Prigim จึงไปหาผู้คนประมาณ 2-3 ร้อยคนในเวลา 2 ปี เพื่อสารภาพบาป แต่หลังจากใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้รับฤทธิ์เดชในการนำพาผู้คนจำนวนมาก และไม่สามารถกล่าวถ้อยคำใน สดุดี 73:25 ได้ว่า "นอกจากพระองค์ ข้าพระองค์มิมีผู้ใดในฟ้าสวรรค์ นอกจากพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาใดใดในโลก"

เนื่องจากข้าพเจ้าหลงรักผู้หญิงคนหนึ่ง ที่ยังไม่ได้รับความรอดหรือเชื่อในพระเยซู ข้าพเจ้าพยายามชักชวนเธอหลายครั้ง แต่ไม่เป็นผล แม้ข้าพเจ้ารักเธอแต่ก็ทรมานใจเมื่อเธอไม่เชื่อพระเจ้าที่ข้าพเจ้าเชื่อ จึงได้ถามตัวเองว่าใครกันแน่ที่เป็นที่ 1 ในใจ แต่วัยรุ่นเมื่อรักใครแล้วไม่ได้ตัดใจง่ายๆ ข้าพเจ้าบอกพระเจ้าว่ายอม แต่ลึกๆ ในใจก็ยังไม่ยอม จนพระวิญญาณระบุชัดเจนว่า "นี่คือสิ่งที่คอยขัดขวางเจ้าอยู่" ข้าพเจ้าขอให้ผ่อนผันแต่พระเจ้าไม่มีเหตุผลใดๆ ให้เลย แม้จะต่อรองจะไปประกาศในถิ่นทุรกันดารก็แล้ว แต่ข้าพเจ้ายังคงอธิษฐานเสมอเพื่อให้พระเจ้าเปลี่ยนพระทัย

จนกระทั่งพระเจ้าให้บทเรียนในการปฎิเสธตัวเอง วางลงซึ่งความรักชอบตามธรรมชาติ และรักพระองค์ด้วยสิ้นสุดใจ ไม่เช่นนั้นคงเป็นคนที่ใช้การไม่ได้ เมื่อข้าพเจ้ายอมหมดสิ้น จึงทูลพระองค์ว่า ขอการเติมเต็มด้วยพระวิญญาณและความรักของพระคริสต์ ประกาศว่า "จะขอตัดใจจากเธอ เธอจะไม่มีวันได้หัวใจข้าพเจ้า" ข้าพเจ้าจึงสามารถพูดพระคำในสดุดี 73:25 ได้เต็มปากเต็มคำ ภาระต่างๆ ถูกผลักออกไป เหมือนล่องลอยไปอยู่ในสวรรค์ชั้น 3 และเป็นอิสระในพระองค์

อาทิตย์ต่อมา คนเริ่มได้รับความรอดมากขึ้น เริ่มไม่สนใจเรื่องเสื้อผ้าโก้ๆ อาหารดีๆ และเริ่มผลิตใบประกาศข่าวประเสริฐ ไปแปะตามกำแพงข้างถนน ซึ่งไม่เคยมีใครทำมาก่อนในเวลานั้น เฉพาะในโรงเรียน มีเพื่อนได้รับความรอดหลายร้อยคน

บทเรียนยิ่งใหญ่จากพระเจ้า
ในปี 1923 ข้าพเจ้าทำงานร่วมกับคน 7 คน มีผู้นำ 2 คน คือผู้ร่วมงานที่อายุมากกว่า 5 ปี และข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามักกล่าวว่าเขาผิด และเขากล่าวว่าข้าพเจ้าผิด ข้าพเจ้าระเบิดอารมณ์อยู่บ่อยๆ ยกโทษให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่กับผู้อื่นยากนัก ข้าพเจ้ามักไปหา Miss Barber ว่าเขาไม่ค่อยฟังข้าพเจ้า แต่ Miss กลับบอกว่า "เขามีอายุมากกว่าเธอ เธอควรยอมฟังเขา" นี่เป็นหลักการพระคัมภีร์ "แต่เขาไม่มีเหตุผล เราเป็นคริสเตียน ควรทำตามเหตุผล" Miss บอกอีกว่า "ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องนั้น พระคัมภีร์ระบุว่าผู้น้อยต้องเชื่อฟังผู้อาวุโสกว่า" ข้าพเจ้าโกรธที่พระคัมภีร์ว่าเช่นนั้น คับแค้นใจ ร้องไห้กับพระเจ้าอยู่บ่อยๆ อยากเกิดเร็วกว่านี้ซัก 5 ปี ข้อเสนอไม่เคยได้รับการยอมรับ และต้องร้องไห้ ทนทุกข์อย่างขื่นขม

กี่ครั้งๆ Miss Barber ก็ยืนยันเช่นนี้เสมอ ทั้งที่หวังจะให้เขาแก้ต่างให้ "ผู้ร่วมงานถูกหรือผิดเป็นอีกเรื่อง แต่การที่เอาเรื่องคนอื่นมาพูดให้คนอื่นฟัง เธอเหมือนกับคนที่แบกกางเขนแล้วหรือ?" ข้าพเจ้าอับอายมากจนไม่มีวันลืม คำพูดและท่าทีทำให้รู้ว่าไม่เหมือนคนแบกกางเขน นี่เป็นบทเรียนล้ำค่าที่สุดในชีวิตซึ่งต้องเรียนรู้เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ถ้าพระเจ้าไม่จัดเตรียมเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่สามารถร่วมงานกับใครในปัจจุบันได้เลย พระเจ้าประสงค์ให้ถูกหล่อหลอมฝ่ายวิญญาณ ถ้าไม่เป็นเช่นนี้ ก็ไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกจัดการยากขนาดไหน แต่พระคุณของพระเจ้าก็ทำให้ผ่านพ้นไปได้ในที่สุด

ถ้าข้าพเจ้าจะฝากอนุชน ก็ขอพูดว่า "ถ้ารับการทดสอบแห่งกางเขนไม่ได้แล้ว ท่านก็เป็นภาชนะที่ใช้การไม่ได้ พระเจ้าพอพระทัยวิญญาณที่ต่ำต้อย อ่อนสุภาพ ชื่นชมยินดีเท่านั้น ความทะเยอทะยาน ฉลาดในสายตาตนเองเป็นสิ่งที่ใช้ไม่ได้ในสายพระเนตรพระเจ้า เรื่องสำคัญไม่ใช่ถูกหรือผิด แต่สำคัญว่า เราเป็นผู้แบกกางเขนหรือเปล่า ในคริสตจักร การถูกผิด ไม่มีฐานะ สิ่งที่นับค่าได้คือการถูกทำให้แตกหักด้วยไม้กางเขนนั้น สิ่งนี้จะทำให้ชีวิตพระเจ้าหลั่งไหลออกมา และทำให้น้ำพระทัยพระองค์สำเร็จในที่สุด"

———- จากหนังสือ Testimony of Watchman Nee ———-

งานเขียนของหนีโตเช็ง เป็นงานเขียนที่กระทบดวงวิญญาณมาแล้วทั่วโลก ท่านเป็นบุคคลแรกๆ ที่ให้ความละเอียด ลึกซึ้ง เกี่ยวกับความชัดเจนของพระคุณ/กฎบัญญัติ, ความรอด/ชีวิตนิรันดร์, พระคุณ/บำเหน็จ, พระกิตติคุณ, พระโลหิต/ไม้กางเขน … ในปัจจุบันนี้ ผู้นำในคริสตจักรต่างๆ ยังคงค้นพบหลักความจริง จากการอธิบายพระคัมภีร์, งานสอนผ่านงานเขียนของท่านมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ยุโรป อเมริกา จีน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไต้หวัน อินเดีย ฯลฯ

ถ้าถามว่ารู้จักงานเขียนของท่านได้อย่างไร ต้องตอบว่า "เพราะพระเจ้า" ซัก 2-3 ปีก่อน ทั้งๆ ที่คิดว่าตัวเองได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระเจ้าแล้ว แต่ยังรู้สึกถึงความบาป และนิสัยแห่งบาปที่ฝังอยู่เสมอ รู้สึกบกพร่องและชักหวั่นไหวในการยอมรับจากพระเจ้า อยู่ดีๆ พระเจ้าก็ส่งหนังสือ "Normal Christian Life" มาให้อย่างอัศจรรย์ เปิดมาสายตาก็โฟกัสที่ "โรม บทที่ 7" ซึ่งช่วงนั้นอ่านหนังสือคริสเตียนเยอะมาก ไม่เคยมีใครให้หัวข้อเช่นนี้ เพราะในโรม 7 พูดถึงกฎแห่งบาปที่อยู่ในชีวิตมนุษย์ แม้จะได้รับการอภัยจากพระโลหิตแล้วก็ตาม

ในหนังสืออธิบายเรื่อง มโนธรรม กฎบัญญัติ เนื้อหนัง(ธรรมชาติบาป) พระโลหิต ไม้กางเขน ได้อย่างลึกซึ้ง ชัดเจนมากๆ เหมือนกับว่า ไม้กางเขนของพระเยซูได้ลอยมาอยู่ตรงหน้า ซึ่งหาไม่ได้จากคำเทศนา ตลอด 10 กว่าปีในคริสตจักร (ไม่ได้โทษนักเทศน์นะ แต่เชื่อเรื่องเวลาแห่งการสำแดงของพระองค์มากกว่า) นอกจากนี้ งานเขียนเล่มอื่นๆ ของหนีโตเช็ง มีความลึกซึ้งและพระเจ้าแตะใจผ่านงานชิ้นต่างๆ อีกหลายเล่ม

ผู้ที่ได้รับการไถ่ดำเนินในเสรีภาพ ไม่มีสิ่งใดที่มาชี้ว่าเราบาป เพราะเราไม่ได้ใช้มโนธรรมสูงส่งอีกต่อไป หากแต่เราดำเนินด้วยความเชื่อ ได้รับความรอดด้วยความเมตตาจากพระเจ้าล้วนๆ ไม่ใช่เพราะการกระทำ สรรเสริญพระเจ้า สำหรับพระคริสต์ที่สละพระชนม์เพื่อแผนการอันสมบูรณ์ เพื่อความรักอันยิ่งใหญ่อบอวลไปทั่วโลกทั้งใบ

ฮาเลลูยา สรรเสริญ สรรเสริญ … โปรดนำเราไปถึงกางเขนด้วยพระองค์ ในนามพระเยซู อาเมนนนน


3 responses to “คำพยานชีวิต กับ ภาพการแบกกางเขน ★★★★★

  1. Grace says:

    เอเมน เอเมน และเอเมน!!!!!
     
    อ่านแล้วหนุนใจเป็นอย่างมาก
     
    ทำให้ได้คำตอบสำหรับตัวเองที่ยังดื้อดึง ไม่ยอมจำนนต่อองค์ผู้ยิ่งใหญ่สูงสุด
     
    พระเจ้าค่ะ…………ลูกขอโทษ

  2. Popsy says:

    ยินดีที่ได้รู้จักคุณ Grace นะคะ
    ที่เอามาลง เพราะอ่านเรื่องนี้กี่ครั้งๆ ก็โดนตัวเองเสมอ
    แต่ละครั้งที่อ่าน รู้สึกบกพร่องต่อการแบกกางเขนอย่างแรง
    ยังไงขอพระเจ้าอวยพรคุณ Grace ให้เข้าสู่น้ำพระทัยสูงสุดของพระองค์นะคะ
    ถ้ายังไงก็แอดมาแบ่งปันเป็นพยานกันบ้างนะคะ ว่าสุดท้ายแล้วเป็นยังไงบ้าง ^__^

  3. Pongsakorn says:

    อาเมน
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: