Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

DVD Killer II – คนบ้าหนัง วิจารณ์หนัง (ตอนที่ 2)

on September 12, 2007
กลับมาอีกครั้ง กับคนบ้าหนัง (ตอนนี้ซาลงเยอะแล้ว) ปี 2007 เป็นปีที่บริโภคหนังเกินไป จนถึงจุดจบเสียแล้ว คือเอียนหนังไปซะแล้ว … คราวก่อน วิจารณ์หนังในหัวข้อ DVD Killer (1) ไปหลายเรื่อง มีทั้งเก่า-ใหม่ ตามแต่ที่นึกออกว่ามีแง่คิดในมุมของคริสเตียนมั๊ย และพยายามไม่ spoil ซึ่งครั้งนี้อาจจะมีบ้าง แต่จะไม่เขียนเรื่องที่ดูนานจนจำรายละเอียดไม่ได้ แม้จะชอบก็ตาม … คราวก่อน ยังติดใจเรื่อง The Prestige มิรู้ลืม จนคันปาก อยากสปอยยิกๆ ชอบผู้กำกับ Christopher Nolan ที่มักทำหนังเกี่ยวกับด้านลึกของจิตใจคน แบบหนังของ John Woo อย่าง Face/Off
My IMDB Rate: 10/10 The Last Sin Eater (2007) The truth shall set you free
ในศตวรรษที่ 19 ชาวเวลล์ในอเมริกา นำเอาความเชื่อโบราณมาใช้กับสังคมของหมู่บ้าน เมื่อมีคนตาย คนที่ถูกตั้งไว้ให้เป็นคนกินบาป (ซึ่งถูกแยกให้อาศัยในดินแดนคำสาป ห้ามใครเข้าใกล้) จะโผล่ออกมาทำพิธี เพื่อกินบาปนั้นให้หลุดไปจากผู้ตาย Cadi เด็กหญิงวัย 10 ขวบผู้น่ารัก มีปมในใจที่ต้องการหาคำตอบ จึงแอบแหกกฎจ้องหน้าคนกินบาป ตอนทำพิธีศพ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามร้ายแรง เธอได้พบกับเพื่อนชาย Fagan ลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน ผู้ร่วมมือในการค้นหาคำตอบ เมื่อหาโอกาสให้คนกินบาปทำพิธีให้เธอแล้ว เด็กน้อยไม่รู้สึกว่าความบาปนั้นมันหายไปซักนิด จนกระทั่งเธอพบมิชชันารีแปลกหน้า (Spoil ->) Cadi จึงเล่าให้ฟังว่าเธอเคยโกรธน้องที่แม่เข้าข้าง และแอบหนีเข้าไปในป่า น้องของเธอตามไป แต่ตกน้ำตายเสียก่อน จึงรู้สึกว่าฆ่าน้องสาวตัวเองตายมาตลอด มิชชันนารีหนุ่มจึงเล่าเรื่องราวของพระเยซูให้ฟัง ว่าพระเยซูได้ยอมวายพระชนม์บนไม้กางเขน เพื่อรับโทษบาปแทนเราไปหมดแล้ว เพราะพระเจ้าเป็นความรัก ปรารถนาการอภัยให้ มากกว่าการลงโทษ เมื่อเธอฟัง เธอรู้สึกเป็นอิสระทันที เริ่มไปบอกคนอื่น และชวนเพื่อนมาหาเขา เมื่อพ่อ Fagan เจอจึงทำร้ายลูกตัวเองสาหัส และฆ่ามิชชันนารีตาย แต่เขาทิ้งไบเบิ้ล ซึ่งเป็นความจริง เรื่องความรักของพระเจ้า ที่ชุมชนนั้นไม่รู้ไว้ให้กับเด็กน้อย ทั้งสองหลบหนีเข้าไปอยู่ในถ้ำของคนกินบาป ทำให้ค้นพบความจริง ซึ่งเปลี่ยนคนทั้งหมู่บ้านไปตลอดกาล (ไม่สามารถสปอยตอนไคลแมกซ์ได้ เพราะสนุกมาก)
+/- : หนังคริสเตียนแท้ๆ แห่งปี 2007 ต้องยกให้เรื่องนี้ เป็นหนังที่ดูแล้วประทับใจมากๆ เรื่องหนึ่ง … เปิดฉากมากระชากใจจนน้ำตาร่วง และทีมงานเลือกเด็กๆ ได้น่ารักมาก ตอนที่มิชชันารีพูดคุยกับคาดี้ สัมผัสความรักของพระเจ้าผ่านนักแสดงจริงๆ แต่ตอนตายดูเขาบ้าบิ่นพร้อมตายอย่างไม่จำเป็น ชอบคำพูดของคนกินบาปตอนที่ Cadi บอกว่าไบเบิ้ล เป็นหนังสือที่เล่าเกี่ยวกับผู้ไถ่บาปอื่น ที่พระเจ้าส่งมาเอง และเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่ไถ่บาปได้จริง คนกินบาปเลยบอกว่า เขาจะไม่มีวันอ่านมันเด็ดขาด เพราะ “It would mean I had wasted my life in the cave and never saved a single soul from damnation” แต่ความจริง ก็ชนะเรื่องโกหก ที่เคยมีมานานได้อยู่แล้ว สุดท้าย Cadi คืนดีกับแม่ที่ปั้นปึง แล้วคนกินบาปกลายมาเป็น Pastor ดูน่ารักดี
My IMDB Rate: 6.5/10 Music & Lyrics (2007)
Alex Fletcher (Grant) อดีตนักร้องสุดฮอตตกอับ ได้ผันตัวเองเป็นนักแต่งเพลง จนได้โอกาสแต่งเพลงให้กับซุปเปอร์สตาร์สาวน้อยชื่อดัง แต่มีเวลาแค่ 1 อาทิตย์เท่านั้น โดย Sophie Fisher (Barrymore) อดีตนักศึกษาวรรณกรรม บังเอิญผ่านเข้ามาในชีวิต และช่วยเหลือเรื่องเนื้อร้อง จนได้เพลงเปิดตัวใหม่อย่าง Way Back into Love
+/- : ที่ดูเพราะเคยเป็นเจ้าแม่เว็บ Lyrics มาก่อน และสนใจเรื่อง Production ของงานเพลง ชอบที่เรื่องนี้ให้ความสำคัญเท่าๆ กันระหว่างทำนองและเนื้อร้อง และเพลงที่แต่งก็น่ารักดี เพราะปกติเพลงทำนองเพราะแค่ไหน ถ้าความหมายไม่ได้เรื่อง ก็ไร้ค่า หรือเนื้อหาดีมาก แต่ทำนองไม่น่าสนใจ ก็ไม่ติดปาก เสียอยู่ 2 อย่างในเรื่องคือ 1. ฮิว แกรนท์ ล่วงเลยวัยไปมาก และ 2. ไม่ชอบกลิ่นอายฮอลลีวู้ดเรื่อง sex เช่นเคย ง่ายจนน่าตกใจ … ส่วนที่เหลือมีคนบอกว่า ถ้าเค้านั่งอยู่ในคอนเสิร์ตฟังเพลงที่ฮิว แกรนท์แต่งให้นางเอก คงเดินออกไปนานแล้ว
My IMDB Rate: 7.5/10 Blood Diamond (2007)
องค์กรหนึ่ง (ชื่ออะไรจำไม่ได้) มักจะเข้ามาฆ่าล้างคนในหมู่บ้านชนผิวดำ และจับเด็กๆ วัย 10 กว่าขวบไปล้างสมอง เป็นกองกำลังจับอาวุธ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะถูกเกณฑ์ไปขุดพลอยอย่างทารุณโหดร้าย เพื่อซื้ออาวุธสร้างกองทัพ Solomon เจอเพรชเม็ดพิเศษที่แม่น้ำ แต่เขาสามารถนำมันไปฝังซ่อนไว้ได้ จนกระทั่ง Danny (Leonardo) มาได้ยินข่าวลือในคุก จึงต่อรองขอพาไปที่ซ่อนเพชรโดยจะแลกกับชีวิตลูกชายของ Solomon ที่ถูกจับไป ระหว่างนี้ Maddy (Jennifer Connelly) นักข่าวสาวชาวอังกฤษคอยเข้ามาช่วยเหลือเรื่องต่างๆ ในเรื่องพระเอกเหมือนเป็นคนเห็นแก่ตัวมาก แต่ตอนที่อยู่สถานบำบัดเด็กที่เคยถูกล้างสมอง เขาพูดถึงพระเจ้าว่า “Sometimes I wonder… will God ever forgive us for what we’ve done to each other?” เขาต้องการการอภัยเหมือนคนอื่น(ที่หลายคนไม่รู้ตัว) ซึ่งอยากบอกให้โลกรู้ว่าถ้าคุณต้องการ พระเจ้าก็อภัย เพราะพระองค์อภัยให้ทุกคนที่เชื่อ ตั้งแต่เมื่อเกือบ 2 พันปีก่อน ที่ไม้กางเขนแห่งความรัก
+ / – : แง่คิดคือ ความโลภไม่มีที่สิ้นสุด มีของมีค่ามากๆ ในมือ นำพาตนเองไปสู่อันตราย ดูแต่ต้นจนจบ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำเราร้องไห้ได้ตอนจะจบ คิดว่าพระเอก Gentleman มากๆ เลยที่กลับใจ แถมยังโทรไปฝากนางเอกอีกต่างหาก แต่มาย้อนคิดๆ ดู Danny กำลังจะตายนี่นา ถ้าดีจริงคงคืนให้ตั้งนานแล้วล่ะ คนเรากว่าจะคิดได้ก็ตอนไม่เหลืออะไรแล้วล่ะน้อ
My IMDB Rate: 7/10 Click (2006)
สถาปนิกหนุ่มผู้ยุ่งวุ่นวายจนไม่มีเวลาให้กับครอบครัว ทุกเวลานาทีของเขามีค่ามาก และเนื่องจากเขาเป็นคนใจร้อนกับชีวิต เมื่อได้เจอรีโมทวิเศษ จึงเป็นที่ถูกอกถูกใจเป็นอย่างมาก เพราะรีโมทนี้ สามารถพาเขา Forward ชีวิตไปในอนาคตได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องทนเสียงบ่นของภรรยา ไม่ต้องอดทนรอเวลาก้าวหน้าในอาชีพ จนเขาลืมรายละเอียดหลายช่วงของชีวิตไป เมื่อพบว่าตัวเองอยู่ในจุดสูงสุดของการงาน มีชื่อเสียงใหญ่โต เรื่องครอบครัว สุขภาพ กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า และไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้อีก
+/- : ไม่คิดว่าหนังของ Adam Sandler จะให้ข้อคิดดีมีสาระ จนตอนจบเรียกน้ำตาได้ การมุ่งแต่เพียงทำงานไปสู่จุดสุดยอด อาจจะต้องสูญเสียสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตไป หากเราเลือกผิด เราไม่อาจย้อนกลับไปลบล้างมันได้ หนังดีมากๆ แต่เบื่อที่ต้องทำใจกับวัฒนธรรมฮอลลีวู้ด ซึ่งเราจะต่อต้านต่อไปทุกเรื่อง ในแง่มุมของการใส่เรื่องทะลึ่งไม่เข้าท่า ทั้งที่บทออกจะดี
My IMDB Rate: 7.5/10 Illusionist (2006)Nothing is what it seems
เด็กชายผู้มีพรสวรรค์ในการเล่นกล (Norton) ได้พบกับ โซฟี (Jessica Biel) เด็กหญิงตระกูลสูงศักดิ์ แต่ก็ถูกพรากจากกัน เวลาผ่านไป เขากลายเป็น Eisenheim นักมายากลผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง และวันหนึ่ง เมื่อได้พบกันอีกครั้งในการแสดงกล เธอเป็นว่าที่เจ้าสาวของเจ้าชาย ต่อมาโซฟีก็ถูกฆาตกรรมอย่างมีเงื่อนงำ และการแสดงของ Eisenheim เริ่มมีภูตผีวิญญาณมาปรากฎ แม้กระทั่งโซฟีเอง จนทางเจ้าหน้าที่คิดจับตัว Eisenheim ซึ่งหลบหนีไปอย่างไร้ร่องรอย (เรื่องนี้สปอยไม่ได้ แต่กลอย่างกะโรมีโอ จูเลียต)
+/- : ติด Box Office หลังจากที่ The Prestige เป็นที่กล่าวขาน ที่เลือกดูเพราะชอบ Handbill ประทับใจความรักของทั้งสอง แต่ว่าหนังสั้นไปหน่อย และเนื้อเรื่องออกจะโอเว่อร์ไปในทางไสยศาสตร์ ไม่หักมุมหวือหวาเท่า Prestige แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าสนใจ รวมทั้งชอบนางเอกจาก Stealth
My IMDB Rate: 6.5/10 Hannibal Rising (2007)
ในแต่ละภาคต่างๆ ดูเหมือนเขาจะเป็นโรคจิตชนิดอันตรายของโลก แต่ความเป็นตัวเขามันมีที่มา พี่น้องวัยเด็กที่แสนน่ารัก ต้องสูญเสียครอบครัวในสงครามและทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อวัยเยาว์ ฮันนิบอลเหลือแต่เพียงน้องสาว มิชา ตัวน้อยๆ แต่ก็ต้องสูญเสียเธอไปอีกครั้ง ด้วยเหตุผลบางอย่าง หัวใจของเขาตายไปตั้งแต่ 10 ขวบ สิ่งที่เหลือคือปีศาจที่ครอบครองหัวใจที่เต็มไปด้วยความแค้น … น้าสะใภ้ของเขา (Gong Li) คอยสอนให้ Hannibal Lector (Gaspard Ulliel) รู้จักการให้อภัย และหยุดภารกิจล้างแค้น แต่สิ่งที่ฝังอยู่ข้างในเขาเอง คือ บาดแผล และความฝันอันเจ็บปวด ในขณะเดียวกัน หัวใจของฮัลนิบอลเริ่มแสดงออกทางด้านมืดมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่สามารถหันกลับออกมาได้อีก
+/- : การไม่ให้อภัยนำไปสู่การครอบครองของความชั่วร้าย (เหมือนที่คริสเตียนรู้กันว่า คนส่วนใหญ่ที่มีผีเข้า จะมีต้นเหตุของการไม่ยกโทษ) ชอบตอนที่พระเอกบอกว่า “I Love You” แล้วผู้หญิงบอกว่า “What is the left to love?” แต่ท้ายที่สุดก็ยังแอบห่วงใย … ผู้ที่ชอบอินกับโลกของหนัง ไม่แนะนำให้ดูนะค้า อาจจะอยากเปิดเผยด้านมืดโดยไม่รู้ตัวบ้างก็ได้ … ที่ดูเรื่องนี้เพราะพระเอกฝรั่งเศสคนนี้น่ารัก อิอิ
My IMDB Rate: 7/10 The Pianist (2002)Music was passion. Survival was masterpiece.
ผู้สร้างเรื่องนี้เติบโตในโปแลนด์ ที่ซึ่งนาซีเคยกวาดล้างยิวอย่างหนัก เล่าถึง Wladyslaw Szpilman (Adrien Brody) ผู้ซึ่งมีพระสวรรค์ในการเล่นเปียโน เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย แต่สุดท้ายแล้ว เขามีอันต้องพรัดพรากจากครอบครัว ให้เขามีชีวิตต่อไป ส่วนยิวคนอื่นๆ เกือบหมดเมือง ถูกเกณฑ์ขึ้นรถไฟไปดมแก็สฆ่า ระหว่างหลบหนี เขาต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยว ความอดอยาก และโรคที่คอยรุมเร้า จนท้ายที่สุด พระเจ้าก็ส่องสว่างเข้ามาในชีวิต เพื่อให้เขากลับมาใช้พรสวรรค์สุดยอดของเขาได้อีกครั้งนึง
+ / – : ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รางวัลออสการ์ ทั้งบทและนักแสดง ถ้าใครเคยอ่านหนังสือของห้องชั้นบนของ Mrs.Bloom ชาวโปแลนด์ที่ให้ยิวหลบหนีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของทหารนาซี จะรู้ว่ามันโหดร้ายพอกัน อยากได้ออสการ์ ก็พยายามทำหนังยิวเข้า 555 ชอบตอนที่พลทหารเยอรมันมาเจอพระเอก แล้วพระเอกบอกว่า “I don’t know how to thank you” เขาจึงบอกว่า “Thank God, not me. He wants us to survive. Well, that’s what we have to believe.” ให้ขอบคุณพระเจ้าเถอะ พระองค์ต้องการให้คุณรอด
My IMDB Rate: 7/10 Reject rejectionAccepted (2006)
เรื่องที่แดกดันมหาลัย Harvard ชื่อดังของอเมริกา โดยใช้ชื่อใกล้เคียงเป็น Harmon โดยเริ่มจาก Bartleby (Justin Long) กำลังจบการศึกษาชั้น High School และไม่มีมหาลัยไหนที่ยอมรับเค้าเข้าเรียนเลยซักที่ นายนี่จึงอุปโลกมหาลัย ขึ้นมาหลอกพ่อแม่อันไม่เป็นที่รู้จักตั้ง South Harmon ว่าเป็นเครือเดียวกับมหาลัยชื่อดัง โดยลงทุนสร้างเว็บ ฟื้นฟูตึกร้างที่เป็นโรงพยาบาลเก่าขึ้นมา และหาจอมตลกตกงานมาเป็นอธิการบดี จนหลอกใครต่อใครได้สำเร็จ แต่นักศึกษาที่ไม่มีสังกัดเกิดรู้จัก South Harmon กันเป็นแถว และมาขอเข้าเรียนวิชาบ๊องๆ กันถ้วนหน้า แต่ในที่สุด ก็มีคนสงสัยและจับได้ว่ามหาลัยเป็นมหาลัยปลอม จึงเชิญองค์กรต่างๆ มาพิสูจน์ความจริง และมหาลัยนี้จะยังได้อยู่ต่อไปอีกหรือ???
+ / – : เป็นหนังที่น่ารัก นักศึกษาสามารถเรียนในสิ่งที่อยากเรียน สร้างวิชาแขนงที่ไม่มีสอนมาเรียนกันได้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับวัยสร้างสรรค์ แต่นางเอก ดูเหมือนจะชอบพระเอกตอนเป็นที่ยอมรับแล้ว รักกันจริงต้องรับกันได้ไม่ว่าจะเป็นไงใช่ป่าว
หนังในอุดม-อคติได้แก่Amazing Grace (2007) [ 6/10 ] ที่ดูเพราะ William Wilberforce เป็นคริสเตียนที่ต่อสู้การค้าทาสในอังกฤษ แต่ดูแล้วก็ การเมืองมากๆ ไม่มีจุดที่เรียกว่าสนุก เพราะเป็นหนังชีวประวัติดราม่า สาระเกิน
Bridge to Terabithia (2007) [5/5] ไม่ถึงกับไม่ควรดู แต่ดูแล้วแป๊ก อยู่ดีๆ เด็กน้อยก็ตายซะง่ายๆ ไม่มีเหตุผล
Flags of Our Fathers & Letter from Iwo Jima [ 5.5/10 ] เอ่อ ดราม่ามากๆ ทนดูได้ 2 เรื่อง ก็เปลืองเวลาเหมือนกัน
Fountain, The (2007) [ 5.5/10 ] ปะปนเรื่องราวทางศาสนา และชาติภพได้อย่างน่าหยิก มีต้นไม้ในไบเบิ้ลแต่ดันมีระลึกชาติซะงั้น
Good Shepherd (2007) [ 5/10 ] ไม่หนุกเหมือนกัน เรื่องราวของ CIA ที่ต้องปกปิดความลับส่วนตัว แต่เดินเรื่องอืดมาก
Harsh Time (2005) [ 3/10 ] หนังที่ไม่ได้อะไรเลย นอกจากความเสียดายเงิน กับพระเอกติดยาบ้าระห่ำ
Last King of Scotland, The (2007) [4/10] จริงๆ หนังดีนะ แต่บทพระเอกในแง่มุมส่วนตัวของเขารสนิยมชอบภรรยาคนอื่นตลอด
Reaping, The (2007) [ 5/10 ] มั่วมากๆ เลย เอาไบเบิ้ลไปยำเละเทะ นางเอกท้องซาตานได้ งงเลย

P.S. 1 // Spoil อ่านว่าสปอย ในความหมายของหนังหมายถึง ทำให้เสียเรื่อง บอกตอนสำคัญที่ควรจะดูเอง ส่วนสปอยในความหมายของไบเบิ้ล หมายถึงพระพรที่เกินคาด เช่น ตอนที่ดาวิดถูกปล้นเมืองและริบของไป พระเจ้าอนุญาตให้ไปชิงคืน แถมยังได้สปอยกลับมา คือ ของริบที่เป็นกำไร
P,S, 2 // หนังฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ เปิดตัวที่เมืองไทย 60% เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น โปรดอธิษฐานเผื่อต่อไป เพื่อให้มีหนังคริสเตียนดีๆ เกิดขึ้นให้ได้


2 responses to “DVD Killer II – คนบ้าหนัง วิจารณ์หนัง (ตอนที่ 2)

  1. Onemanstandup says:

    แวะเข้ามาลงชื่อว่าเข้ามาอ่านครับ .. ไม่ได้เข้ามาอ่านของพี่นานแล้ว ..
     
    แอบลงความเห็น อิอิ..Flags of our fathers กับ Letter form Iwo Jima นี่ผมอินมาก ๆ เลยนะครับ .. แบบว่าเกือบมีน้ำตาซึม (อาจจะเป็นคอหนังอิงประวัติศาสตร์น่ะ)
    ก่อนจบหัวข้อ .. ตอนจดหมายหล่นตอนสุดท้ายของ Letters ฯ ทำได้อินโนเซ้นส์มาก ๆ แต่ก็ซึ้งนะ
     
    .. Little Miss Sunshine .. เด็กมันแก่แดดจริง ๆ พลอตบ้าบอมาก .. แต่มันก็บอกว่า ครอบครัว .. (นิด ๆ ) 

  2. Popsy says:

    ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่หนังในอุดมอคตินี่โดนจวกซะเละเลย แต่พอดีพี่ดูพวก Die Hard, Fantastic 4, Spiderman มา พอมาดูมันเลยไม่ถูกกะดราม่ามั๊ง โทษทีนะจ๊ะ ไว้ว่างๆ จะเข้าไปเยี่ยมที่บล็อคนะ จำได้ว่าเขียนเก่งนิ่ ยังไง ขอพระเจ้าอวยพรค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: