Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

Diary on SEP

on September 10, 2007

ทริปนี้เริ่มจากทีมประกาศมาชวนไปบุกเบิกปากช่อง จริงๆ ก็ไม่อยากเรียกว่าทริปหรอก ตั้งใจไปประกาศด้วยหัวใจจริงๆ แต่กลับมาแล้วคิดว่ามันอย่างกะทริปดีๆ เพราะตอนเด็กๆ เวลาฟังเพลง "โรงเรียนของหนู" มักจะคิดว่าทำไมทุกคนต้องอยากอยู่ในสังคมที่สะดวกสบาย ทำงานออฟฟิศ เก็บตังค์ ซื้อรถ ซื้อบ้าน สุดท้ายได้เป็นใหญ่เป็นโต จะมีซักกี่คนที่ยอมเป็นคุณครูของคนยากคนจน ที่รอบกายมีแต่เด็กๆ ซอมซ่อ กับชาวบ้านไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่พอโตมาจริงๆ เราก็เป็นในสิ่งที่คนอื่นเป็น … เลยคิดว่าเวลาบุกเบิกคริสตจักรในป่าในเขา คงต้องอึดในเรื่องการกินการนอนอย่างมาก แต่ครั้งนี้กลับตรงกันข้าม

วันแรก ไปถึงแต่เช้า ก็นั่งสัมภาษณ์คนโน้น คนนี้ ในหลายเรื่องที่อยากจะรู้ ตอนเย็นๆ ก็ออกไปจ่ายตลาดและช่วยกันทำกับข้าว และนั่งล้อมวงนมัสการ อธิษฐาน วันรุ่งขึ้นนมัสการ อธิษฐานอีก และแบ่งทีมไปประกาศหมู่บ้านใกล้ๆ ที่พัก ซึ่งนั่งรถเป็นชั่วโมงกว่าจะเจอหลังคาบ้านซักหลังนึง

ตอนแรกก็คิดว่าทำไมเราต้องประกาศกันไกลขนาดนี้ ทั้งที่โบสถ์อยู่ กทม แต่ไม่มีใครประกาศกับคนรอบพื้นที่เลย แต่นึกถึงเรื่องของชาวบ้านเกาหลีที่เดินทางจากหมู่บ้านเป็น 100 กิโล เพื่อจะขอรับบัพติศมากับศบ.ของอีกหมู่บ้าน + เมื่อเข้าไป ก็เห็นว่าพวกมารเข้าถึงก่อนคริสเตียนอีก มีวัดใหญ่ๆ ตั้งอยู่ในหุบเขาลึกลับหลายแห่ง

กว่าจะเดินจากบ้านนึงไปบ้านนึง ก็ใช้เวลามาก 40% ไม่เคยได้ยินเรื่องพระเยซู เราใช้เวลากับคนแต่ละคนค่อนข้างมาก มีทั้งคนรับเชื่อ เฉยๆ ไม่สน จนบ่าย ไปอีกหมู่บ้านนึง บ้านห่างๆ กันเหมือนหมู่บ้านแรก เจอบ้านเล็กๆ หลังหนึ่งทำด้วยเศษไม้ มีน้องอายุประมาณ 15 อยู่บ้านคนเดียว ท่าทางน่าสงสารมาก และฝนก็ดันต๊กลงมาพอดี เรายืนเขย่งขากะซาฟัสในบ้านน้อง เพราะไม่มีตรงไหนจะหลบฝน ฟัสพูดไป 2-3 ประโยคว่า พระเจ้าสร้างโลก พระเยซูเป็นพระเจ้า พระเจ้ารักน้อง และถามว่าต้อนรับพระเยซูมั๊ย น้องส่ายหัวอย่างแข็งขัน "ไม่เอา" แต่พี่หมู เดินเข้ามาหลบฝนพอดี ไม่รู้อธิบายยังไง มารู้ทีหลังว่า น้องเค้าฟังพี่หมู สัมผัสพระเจ้าแล้วร้องไห้ และรับเชื่อในที่สุด

ฟัสกะเราปลีกตัว เพราะพี่ยุ ที่เป็นนายจ้างบ้านน้อง เดินมาสังเกตุการณ์ว่าพวกเรามาทำอะไร เชื้อเชิญไปหลบฝนบ้านเขามีที่หลบเพียงพอด้วยอัธยาไศยอันน่าประทับใจมาก บ้านพี่เขาเป็นอู่รถ มีคนงานผู้ชายเยอะอยู่ เลยคุยแต่กะพี่ยุ พี่เขาเปิดใจมากๆ และเคยมีคนในละแวกเป็นอัมพาตหายเพราะมิชชันนารีเข้าไปประกาศ แต่ก็ยังไม่กล้ารับพระเยซู เพราะกลัวว่าต้องทิ้งพระอื่นๆ หมด หลังจากนั้น แต่ละทีมก็ประกาศกันอีกทีมละประมาณ 3-4 บ้าน จนได้เวลาอันควรเดินทางกลับที่พัก และซักถาม ศบ.จากพันธกิจต่อ โดยมีกลุ่มแม่ๆ เดินทางมาวันนี้ เพื่อเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเราอิ่มหนำสำราญ

เคยออกพันธกิจโบสถ์ลูกก็หลายจังหวัด ไม่ได้นอนกลางดินกินกลางทราย แต่ที่โคราชนี่ กินอิ่ม นอนหลับ ที่พักหรู อยู่สบาย กว่าที่อื่นๆ ไม่รู้ว่าควรดีใจหรือเสียใจดี  ตอนกลางคืนนั่งล้อมวงนมัสการ อธิษฐาน พูดคุยกันว่าพระเจ้าเปิดประตูให้ตั้งคริสตจักรใหม่ที่นี่หรือไม่? โดยรวมแล้วคือ ที่นี่ไม่มีคนต่อต้านเลย แต่คำถามคือ คนที่รับเชื่อแล้ว และคนที่เป็นผู้สนใจอยากศึกษา เค้าจะไปคริสตจักรได้ยังไง นี่คือสิ่งที่ต้องขอการสำแดงจากพระเจ้าต่อไป แต่ทุ่งนาที่นี่เหลืองแล้ว คนต้องการพระเยซู แต่หลายคนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ เพราะยังไม่คุ้นเคยกัน กลัวถูกหลอกลวง และหลายคนกลัวว่าถ้าเชื่อแล้วจะต้องเปลี่ยนศาสนา และไม่สามารถไหว้พระต่างๆ ได้

วันสุดท้าย เราออกประกาศกันอีกที่ใกล้ที่สุด ก็ขับรถ 20 นาทีแน่ะ ถ้าเดินไปมาหาสู่กันคงหลายชั่วโมง แต่วันนี้รู้สึกดีกว่าเมื่อวาน เพราะวันนี้แดดร้อน เดินเท้ากว่าเมื่อวานมาก รู้สึกมันลำบากดี เลยมีความสุขนิดๆ แต่ประกาศมาทั้งหมด คิดถึง กทม. เสมอ เพราะทุ่งนาที่ กทม เหลืองกว่า กว้างกว่า คุ้มค่าเวลากว่า และคน กทม. มีแววตกนรกมากกว่า … เห็นชีวิตชาวบ้านที่นี่แล้วชีวิตเค้าไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากเหมือนชีวิตเราๆ วันๆ ก็นอนๆ จับกลุ่มพูดคุยกันทั้งวัน ไม่ต้องขวนขวายหาเงินมาซื้อเฟอร์นิเจอร์ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ไม่ทัน 20 ก็รีบแต่งไปไม่ต้องคิดมาก

แม้ประกาศครั้งนี้ ไม่พีซเท่าที่เคย แต่ในแง่ประสบการณ์นั้น ถือว่าได้รับมากมาย และจากการสัมภาษณ์ผู้รับใช้หลายๆ คน และศิษยาภิบาล 3 ท่านที่มาร่วมทีมด้วย เรื่อง The Calling หรือการทรงเรียก และความแน่ชัดในการรับใช้แล้ว แต่ละคนพระเจ้าเรียกด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่เหมือนกัน แต่ทุกคนพูดเหมือนกันถึงเรื่องพระสุรเสียงของพระเจ้าสำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศ ทำงานประจำ คือ เวลาทำงานโลกหลายปีแรกนั้น พระเจ้าให้เราเรียนรู้ ได้รับประสบการณ์จากงานตรงนั้น เพื่อใช้ในงานของพระเจ้าในอนาคต แต่เมื่อหมดเวลา ถึงเวลาที่พระเจ้าเรียกไปตั้งคริสตจักร หรือทำอย่างอื่น โดยให้พอกับงานจุดนั้นแล้ว จะมีคำถามเกิดขึ้นเหมือนกันคือ "ทำไมเราเอาเวลาของเราไปทำงานให้กับโลก? แทนที่จะทำงานให้กับพระเจ้า? แล้วเราจะทำอย่างนี้ตลอดไปหรือ?" "ทำไมเรารับใช้ให้คนไม่เชื่อพระเจ้าได้กำไร?"

ฟังแล้วก็เข้าใจเลย ว่าทำไมทำงานออฟฟิศนานๆ ไป คำถามแบบนี้ถึงดังในใจนัก เพราะทุกคนที่พระเจ้าเรียก จะโดนถามเหมือนกัน เชื่อว่าชีวิตคริสเตียนทุกคน จะโดนคำถามประเภทนี้อย่างน้อย 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจะตอบสนองหรือไม่ ก็เท่านั้นเอง … อาจารย์บางท่านก็โดนเรียกมานานแล้ว แต่ก็ฝืนทำงานตามใจตัวเองอยู่หลายปี อันที่จริงก็เคยเห็นนะ ที่หลายคนพระเจ้าเรียกตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ให้ออกมารับใช้ เพราะพระองค์จะให้เกิดผล เหมือนคำเทศนางานฉลองโบสถ์ ที่อาจารย์บอกว่าประสบการณ์ของอาจารย์ พระเจ้าเลือกแต่คนไร้การศึกษา โลกนี้ดูถูกว่าไร้ปัญญา ไม่จำเป็นต้องจบด็อกเตอร์ทางศาสนศาสตร์ หรือทางโลกอย่างสูงสุด ถ้าพระเจ้าจะใช้ใคร พระองค์จะเพิ่มเติมให้เอง

ถามพี่หมูว่า "เฝ้าเดี่ยววันละกี่ชั่วโมง?" "อธิษฐานวันละกี่ชั่วโมง?" พี่เค้าตอบแล้วอึ้ง คือ "ทั้งวัน" "ตลอดเวลา" แล้วถามว่าอธิษฐานเผื่อตัวเองบ้างรึเปล่าคะ ก็ทำให้อึ้งอีก พี่เค้าบอกว่า "ไม่ได้เผื่อเลย เพราะพระเจ้าบอกว่าตวงให้คนอื่นยังไง พระเจ้าก็จะอวยพรเราอย่างนั้น" ไม่ต้องรอให้คนอื่นอธิษฐานเผื่อเรา ดีกับเราก่อน เราถึงอธิษฐานเผื่อเขา แต่หัวใจของผู้รับใช้คือ มีชีวิตเพื่อพระเจ้า เพื่อคนอื่นเป็นลมหายใจ ฟังแล้วโห…เรายังห่างไกลอีกเยอะ

คนไทยถามว่า คนเกาหลีว่างนักหรือไง? ถึงได้ไปโบสถ์กันทุกวัน พวกเขาไม่ต้องทำงานหรือ? แต่พระเจ้ามักจะมาหาคนที่ไม่ได้ทำตัวยุ่งวุ่นวาย เคยเห็นพ่อเพื่อนคนนึง เชื่อพระเจ้ามาเป็น 10 ปี มาจริงจังกับพระเจ้าตอนตกงาน เพราะมีเวลาที่จะอธิษฐาน อ่านพระคัมภีร์ มากขึ้น สนิทกับพระเจ้ามากขึ้น … ทำให้นึกถึงตอนเรียนมหาลัยแบบ Trimester มีเวลาปิดเทอมแค่ 1 อาทิตย์ เรียนโปรแกรมมิ่งตามทฤษฎีเป็นปี ยังไงก็ไม่ค่อยเข้าใจ จนตอนดรอปเรียน เราคิดว่าเหลวแหลกแล้วชีวิต เพราะต้องเสียเวลาไป 1 ปี แต่ย้อนดูอีกที กลับเป็นช่วงเวลาที่เข้าใจวิธีเขียนโปรแกรมอย่างลึกซึ้งที่สุด ที่ตอนเรียนไม่สามารถเข้าใจ จนจบมาก็หากินกับอาชีพโปรแกรมเมอร์เสมอมา

ชีวิตคนเราก็อย่างนี้ ถ้าพระเจ้าเป็น priority ลำดับรองๆ อะไรในชีวิตก็ดูวุ่นวาย จนพระองค์กลายเป็นส่วนเกิน


One response to “Diary on SEP

  1. Atgenda says:

    ขอบคุณพระเจ้า สำหรับคอมเม้นท์ที่น่ารัก ที่ทำให้ได้เปิดมาอ่านบล็อกนี้
    สำหรับเรื่องแบ่งปันที่ได้อ่านในนี้ เหมือนจะเตือนตัวเองได้มากมายทีเดียว
     
    ขอบคุณพระเจ้าค่ะ ที่ข้อพระพรมากมายจะถูกส่งผ่านผู้รับใช้ที่รักในพระองค์เสมอ
     

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: