Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

on June 9, 2007

ไดอารี่ เขียนไปทำไมหรอ? … ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ค้นพบว่าตัวเองนอนละเมอ แล้วคุณหมอก็แนะนำวิธีแก้ไข คือ ให้เขียนไดอารี่ เป็นการระบายออกอย่างหนึ่ง แต่อันที่จริง ก่อนหน้านั้นก็เขียนมานานอยู่แล้ว และเวลากลับไปอ่านในสมุดไดอารี่สมัยประถม มัธยม มหาลัย จะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้ามากมาย บางอย่างต้องผ่านเหตุการณ์ไปหลายปี กว่าจะเข้าใจว่าทำไมต้องเป็นอย่างที่เคยเป็น แต่ก็เป็นพระคุณพระเจ้าอยู่ดี … อันที่จริงแล้ว การเขียนไดอารี่ มันก็คือการบันทึกแบบระบายหมดใจ ไม่จำเป็นที่ใครคนไหนต้องมาอ่าน แต่เนื่องจากสมัยนี้ เค้าไม่เขียนสมุดกันแล้ว มาแปะไว้บน blog ก็ดูสะดวกดี ใครผ่านไปผ่านมา ก็ไม่ต้องเข้าใจหรอก ว่าทำไมเราคิดอย่างนี้ เพราะมันเป็นไดอารี่ส่วนตัววันยังค่ำ

Diary – June 1st

ในที่สุด โต้รุ่งก็มาถึงอีกจนได้ แต่พอดีว่าครั้งนี้ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นมากเท่าไหร่ ไม่ได้เผื่อใจ เพราะก่อนหน้านี้ตั้งปณิธานหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เราไม่แฮป แต่ก็มีสาวน้อยผู้ร้อนรนมาตามเราไปด้วยคำอธิษฐาน มาถึงแล้ว ยังดู vdo ไม่จบกันเลย เลยลงไปโต๋เต๋ก่อนมานมัสการ ส่วนคำเทศนาก็ดีมากๆ จบช่วงแรกเกือบตี 1 แล้ว ที่เน้นกันคือ อธิษฐานเผื่อรัฐธรรมนูญ

รอบหลังนี่ ก็ดี ได้รื่นเริงยินดี และสัมผัสการทรงสถิตพระเจ้ามากมาย ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ของโต้รุ่งแล้วมัง ที่ไม่ได้รับสัมผัสการแตะแรงๆ จากพระวิญญาณ (เพราะเราคาดหวังทางความรู้สึกเกินกว่าทางความเชื่อ) แต่ระหว่างอธิษฐานเผื่อกันและกัน และเผื่อประเทศไทย ตั้งแต่ตี 2 ถึงตี 5 สัมผัสไฟแห่งพระสิริพระเจ้าในที่ประชุม … ทุกครั้งที่มีใครเป็นพยานว่ามีประสบการณ์กับพระวิญญาณ ข้างในจะแช่มชื่นมาก วันนี้มีน้องกิ๊ก อายุประมาณ 18 บอกว่าพูดภาษาแปลกๆ ออกมาได้เอง ดีใจจัง แถมยังเห็นพระคัมภีร์น้องเต็มไปด้วยรอยขีดสีสัน รู้สึกว่ายุคนี้ พระเจ้าเรียกเด็กๆ ที่สมัยเป็นเรา ยังไม่เอาไหนอยู่ เป็นยุคสุดท้ายจริงๆ

เลิกประชุม ออกมา ฟ้าสว่างแล้ว ไม่เคยมีโต้รุ่งครั้งไหนที่ง่วงนอนขนาดนี้ เพราะคืนก่อนไม่ได้เตรียมมาโต้รุ่ง เลี้ยงเด็กแฝด เลยหลับๆ ตื่นๆ ตลอดคืน เหมือนไม่ได้นอน แถมตอนเช้าแพลนจะไปพันธุ์ทิพย์ก็ล่มสลาย เพราะง่วงนอนเอามั่กๆ  กลับบ้าน ครอก ฟี้ ด้วยความเปรมปรีดิ์

¸¸.·´¯`·.¸·. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .·¸.·´¯`·.¸¸

Diary – June 3rd

นมัสการวันนี้พิเศษยังไงไม่รู้ ทั้งที่คิดว่าจะมาไม่ทันซะแล้ว เลยไปนั่งอยู่ด้านหลังคนเดียว แต่พระวิญญาณเคลื่อนในห้องประชุมมากๆ สงสัยว่าพี่น้องอธิษฐานเผื่อกันมาดี สัมผัสพระเจ้าในการนมัสการทุกเพลง  วันนี้ มีศีลมหาสนิท น้องแป้ง ที่เพิ่งรับเชื่อเตรียมจะรับด้วย ดีว่าเราคว้าถาดหนมปังมาซะก่อน เข้ากลุ่มตอนบ่ายคนเยอะเหมือนเดิม นมัสการก็อินได้มากๆ อีกอย่างไม่น่าเชื่อ แถมอารมณ์แจ่มใส หัวเราะคิกคักกันตลอดกับซาฟัส นั่งข้างกันไม่ได้เล้ยย

โลกมาเริ่มมืดก็ตอนโดนเรียกไปประชุม ทั้งที่อาทิตย์ก่อนประชุมถึง 6 โมงเย็น และบอกว่านัดอีกที 2 อาทิตย์หน้า แต่ไหนกลายเป็นว่าเลื่อนโดยไม่บอกกล่าว เอกสารเลยยังไม่ได้เตรียม แถมเข้าไปบรรยากาศตรึงเครียดมาก  ก็แพลนธุระก่อนประชุมจะเลิกไว้แล้วนี่หน่า ดีว่าซาฟัสโทรเข้ามา เลยหาเรื่องออกจากห้องไปได้ เข้ากลุ่มต่อ ความแฮปปี้เริ่มกลับมาบ้าง หลายคนกำลังเล่าคำพยานอยู่ กว่าจะครบก็เกือบหมดเวลาที่แพลนไว้ แต่คนแบ่งปันพระคำเหมือนรถไฟด่วน 10 นาทีจบซะงั้น ตรงเวลาดีมาก (ใครหว่า )

ที่วันนี้รีบๆ ก็เพราะนัดกะเพื่อนไว้ในงาน Revival เข้าไปในงาน รู้สึกพี่ๆ ที่โบสถ์แม่น้ำเปลี้ยนไป๋เกือบหมด พี่โน้ต กลายเป็นผู้นำนมัสการ พี่รุ้งเล่นคีย์บอร์ดเหมือนเดิมแต่หญิงขึ้น อารัชก็มาอีกมาดนึง พี่บอยกลายเป็น Usher น้องๆ ที่เห็นล่าสุดตอนเข้าแคร์ปีก่อน ก็ดูจริงจังมากขึ้น ทีมนมัสการเล็กๆ กลายเป็นวงใหญ่ในเวลารวดเร็ว เพราะพระเจ้าทำการผ่านผู้เชื่อในโบสถ์ ให้เป็นพยานพานักเรียนดนตรีมาเป็นคริสเตียนเกือบทั้งเวที ฯลฯ แต่พี่แนนเหมือนเดิมตลอดกาล

วันนี้หมอวรุณเทศน์แปลกๆ แกบอกว่าไม่เคยมีคำเทศน์อย่างนี้ที่ไหน ก็จริง เพราะเทศนาเรื่อง "การหัวเราะในพระวิญญาณ" แปลกแต่ก็โอเค ไม่เทียมเท็จ เพราะหัวเราะมาพอสมควร ที่แบบว่า ไม่ได้หัวเราะเอง แต่พระวิญญาณข้างในนำให้ ฮ่าๆๆ ออกมา มันมีสันติสุขมาก ซึ่งมักเกิดขึ้นเสมอในคืนอธิษฐานวันศุกร์ หรือไม่ก็เวลาขับผี ผีออกจาคนในที่ประชุม ข้างในมันจะหัวเราะออกมา เหมือนกับว่าธรรมะชนะอธรรมแล้วจริงๆ  บางครั้งหัวเราะมากจนหลายคนคิดว่าเพี้ยนไปแล้ว

 
สองสาวผู้สังเกตการณ์ และ สิ่งที่ยุโรปเรียกว่า Red Carpet

จบงานคนลงไปนอนหัวเราะกันทั้ง Hall เลยได้เข้าใจคำว่าขำกลิ้งก็วันนี้แหละ บางคนหัวเราะตั้งแต่ต้นงาน จนจบงานก็ยังไม่หยุด อึดจริงๆ เลิกงานก็ดึกมากแล้ว แต่พี่น้องยังชวนกันไปหม่ำอาหาร North East ต่อ ใกล้ๆ ประตูน้ำ (เจอพี่คนนึงเร่ร่อนมาขอตังค์ พอถามเรื่องพระเยซู ก็ท่องพระคัมภีร์ให้ฟังเป็นชุด แล้วก็เผ่นแนบไป) กลับบ้านเลยดึกมาก แล้วลืมบอกที่บ้านด้วย โดนโวยเล็กน้อย แต่ยังดี ไม่ต้องตากฝนเคาะประตูคอยเป็นชั่วโมงอันเนื่องจากที่บ้านลืมเรา เพราะล็อคกลอนไปแล้ว

¸¸.·´¯`·.¸·. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .·¸.·´¯`·.¸¸

Diary – June 9th

ได้ฤกษ์ไปซื้อคอมฯ ก็คงเป็นวันนี้สินะ หลังจากที่อธิษฐานเผื่อมันมาเป็นแรมปี พอกินข้าวเสร็จ ก็เริ่มสำรวจราคาแต่ละร้าน บางร้านต้อนรับดี แต่ของมีที่ต้องการไม่ครบ บางร้านราคาถูก แต่ถามอะไรไม่รู้เรื่องเลย กับบางร้าน ไม่เอาใจใส่ลูกค้าตั้งแต่ยังไม่ซื้อ เดินมา 10 กว่าร้าน จนในที่สุดปลงใจกับร้านที่น่าจะเก่งหน่อย และให้ดูตอนประกอบได้

เลยไปหาซื้อ Power Supply ร้านอื่นที่ถูกกว่าระหว่างนี้ และมาตามติดตอนประกอบ ว่าจะไม่ละสายตาเลย เพื่อไม่โดนสลับของย้อมแมวตอนเผลอ แต่คนที่ไปด้วยก็บ่นตลอด เมื่อยขา ปวดท้อง ไอ้เราเลยจับตาได้ไม่ละเอียด ต้องพาไปนั่งพักหม่ำๆๆ ซึ่งจริงๆ ไม่อยากละร้านมาเลย เพราะเมื่อกี๊ ร้านมั่วเอา RAM ปลอมมาให้เรา ดีว่าเชคแล้วบอกเขาไป ก็เล่นแกะอะไรไม่ให้เห็นตลอดเลย ประเภทเอาของแกะแล้วมาใส่ทั้งนั้น เราต้องย้ำหนักหนาว่าต้องเป็นประกัน Synex กะ Ingram เท่านั้น ก็ยังอุตส่าห์เอาของ Made in China มาให้จนได้ และต้องหยวนๆ ประกันบางชิ้นไป กว่าจะรอฟอร์แมท HDD เสร็จ ก็นานพอสมควร และปวดหัวไปเหมือนกัน

ตอนหัวค่ำไปนั่งเรียนชั้นสาวก อาจารย์บอกว่าประสบการณ์หลายสิบปีของท่าน คนชอบอ้างว่าติดงานวันอาทิตย์ ไม่ก็ไม่มีวันหยุด อ.เลยถามว่าแล้วใครใช้ให้คุณไปยอมรับระบบของบริษัทล่ะ ระบบที่ควรตั้งไว้ เป็นของพระเจ้าไม่ใช่รึ? เล่นทำงานที่เค้าบีบเราได้เอง เรายอมอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของโลก เพื่อปัดระบบของพระเจ้าให้เบาลง ทั้งที่พระเจ้าต้องเป็น First Choice ไม่ใช่ Last Choice จึงเข้าใจเรื่องดินที่ตกในหนามมากขึ้นกับคำว่า "ความกังวลตามธรรมดา" (Mat 13:22) มันเป็นธรรมดาจริงๆ ที่คนวนไปตามกระแสของโลก แล้วก็กังวลไปทำตามนั้น

¸¸.·´¯`·.¸·. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .·¸.·´¯`·.¸¸

Diary – June 12th

ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำไมชีวิตเราต้องอดทนกับอะไรมากมายจริงนะ บ่นเหมือนดาวิด "ทรงเก็บน้ำตาของข้าพระองค์ใส่ขวดของพระองค์ไว้ น้ำตานั้นไม่อยู่ในบัญชีของพระองค์หรือ พระเจ้าค่ะ" ด้วยเหมือนจะบังเอิญ แต่พระเจ้าตอบทันที พระองค์พาไปที่ไม้กางเขน ที่ที่พระวรกายของพระองค์ต้องฉีกขาด ที่ๆ ตะปูตัวใหญ่ๆ ตอกลงไปในเนื้อที่มีเส้นเลือดใหญ่ พระองค์แตกสลาย ต้องแลกกับความเจ็บปวดมากมาย กว่าจะได้สง่าราศี ณ ข้างขวาพระบัลลังก์

ยิ่งกว่านั้น มาเจอในคำพยานของ Osborn กล่าวว่า "เราอธิษฐานเผื่อชายหนุ่มอายุ 17 ปีที่ชื่อ วิลเบอร์ฟอร์ซ มอร์ริส ตอนเขาอายุ 9 ขวบ เขาทุกข์ทรมานด้วยไข้ไทฟอยด์เป็นเวลา 6 สัปดาห์ มันทำลายเส้นประสาทเกี่ยวกับการได้ยินและสายเสียงจนใช้การไม่ได้ ทำให้เขาต้องหูหนวกสนิทและเป็นใบ้ ต่อมาทั้งพ่อและแม่ของเขาเสียชีวิต จึงถูกทิ้งไว้ให้เป็นเด็กกำพร้าเร่ร่อนตามลำพัง" อ่านมาถึงตรงนี้ อยากจะร้องไห้โฮๆ อีกรอบ มีคนที่ชีวิตน่าสงสารกว่าเราอีกมากมาย มีคนที่ต้องทนทุกข์ยิ่งกว่าที่เราทนหลายเท่า พิการแล้วพ่อแม่ก็ไม่มี นี่แหละ โลกที่ยังรอคอยการช่วยเหลือ การปลดปล่อยจากคนของพระเจ้า

เราจะมัวมาร้องไห้ กับเศษเสี้ยวของความทุกข์คนอื่นหรือ คนอื่นที่ยังไม่รู้จักพระบิดาที่แสนดีของเรา เจ็บกว่าเราแค่ไหน เพียงแต่เค้าไม่บ่น เพราะเรียกร้องหาคนสนใจก็แทบไม่มี มีแต่พระเยซูเท่านั้นที่จะช่วยเขาได้ "แล้วเจ้าหนุ่มวิลเบอร์ฟอร์ซก็รู้เกี่ยวกับการประชุมของเรา จึงมาเฝ้าดู เขาได้เห็นการอัศจรรย์มากมาย ทำให้เขาตัดสินใจเชื่อว่าพระเป็นเจ้าจะทรงรักษาเขาเช่นกัน ในแต่ละคืน เขาจะฝ่าฝูงเข้าไปอยู่ตรงหน้าเวทีให้มากที่สุด คืนนี้ เขาทำให้ผมสังเกตเห็นเขา จากนั้นเขาก็กระโดดขึ้นมาบนเวทีและคุกเข่าลงต่อหน้าผมกับเดซี่ ซึ่งทำให้เราประทับใจมากจนมิอาจปฎิเสธเขาได้ ผมวางมือลงบนศรีษะเขา โดยใช้นิ้วชี้ทั้ง 2 แยงเข้าไปในหู 2 ข้าง (เพราะสื่อสารวิธีอื่นไม่เข้าใจ) แล้วผมก็สั่งว่า ‘เจ้าวิญญาณหูหนวกเป็นใบ้ ที่ถูกส่งมาทำลายการได้ยินและการพูดของหนุ่มคนนี้ เราขอสั่งให้เจ้าออกไปจากเขา ในพระนามพระเยซู’ ขณะกำลังคุกเข่าอยู่นั้น หนุ่มคนนั้นเงยหน้ามองเราด้วยสีหน้ามีชีวิตชีวา มั่นใจยิ่งกว่าได้เห็นการอัศจรรย์ แต่เมื่อเราทดสอบเขา หูของเขาก็ยังไม่ได้ยิน กระนั้นผมรู้ว่าเขามีความเชื่อที่แท้จริง และผมก็รู้ว่าวิญญาณหูหนวกนั้นเชื่อฟังผม หนุ่มคนนั้นเริ่มร้องไห้ และผมก็เอามือเชยคางขึ้นมาแล้วทำสัญญาณให้ลุกขึ้น ขณะเขาลุกขึ้น เขาได้ยินเสียงต่างๆ มากมายรอบตัว จากนั้นน้ำตาก็เปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี …แต่ยังไม่มีเสียงใดเปล่งออกมาจากปาก ผมจึงเขียนโน้ตว่า ‘เพียงแต่เชื่อเท่านั้น พระเจ้าทรงรักษาหูของเธอแล้ว พยายามพูดออกมา’ เขาฉวยโน้ตของผมไว้แล้วหายตัวไป เช้าวันรุ่งขึ้น เขากลับมาพูดไดเหมือนเดิม การอัศจรรย์ของเขาสมบูรณ์ เขาจึงไปที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ Express …"

การร้องไห้ช่วยเขาไม่ได้ แต่การแสดงออกแห่งความรักโดยการกระทำ โดยการลงแรงไปประกาศ นั่นแหละ ช่วยเขาได้

¸¸.·´¯`·.¸·. ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ ♥ .·¸.·´¯`·.¸¸


3 responses to “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า

  1. P.J. says:

    การแสดงออกโดยการกระทำแห่งความรักของพี่ตุ้ย
    คือพาผม ไปเลี้ยงโออิชิ
    อาเมน  . .. . . . . . .
    (ปล. พระเจ้าดีจังเลยเนอะ น่ารัก น่าคบหา )
    (ปล.2 อธิษฐานเผื่อผมเยอะๆน้า แล้วจะอธิษฐานเผื่อด้วย) 

  2. Mana says:

    แวะมาเยี่ยมมาเยือน ประหยัดดีจัง ใช้ blog เดียว บันทึกหลายวัน
    แต่งหน้าไดอารี่สวยน่าอ่านจัง

  3. cHiNtaWeE says:

    สาวน้อยผู้ร้อนรน??????

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: