Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

The world is gonna be turned – โลกกำลังจะคว่ำ

on April 25, 2007

แต่พวกยิวก็อิจฉาไปคบคิดกับคนพาลตามตลาด รวบรวมกันมาเป็นอันมากก่อการจลาจลในบ้านเมือง … ร้องว่า "คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์มาที่นี่ด้วย" [Acts 17:5-6]

ศบ.เคยสอนว่า คำเทศนาที่มีผลต่อคน ต้องมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ถ้าคนไม่กลับใจเชื่อ ก็ต้องต่อต้าน แต่ที่ประกาศแล้วคนเฉยๆ ไม่มีผลอะไรเลย
เพราะถ้าคำเทศนานั้นดีจริง มารย่อมอยู่เฉยไม่ได้ ต้องมีการตอบสนองผู้รับใช้ของพระเจ้า
อัครทูต ถูกเฆี่ยน จับขังคุก ถูกประหาร มารคิดว่ามันแน่ แต่ยิ่งมีสิ่งเหล่านี้ คนยิ่งรักพระเจ้า และเชื่อถือในพระองค์กันมากขึ้น
คริสตจักรยุคแรก สังคมของยิว ถูกกระทบกระเทือน และเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ทั้งที่เริ่มต้นจากคน คนเดียว พระเยซู
การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ความคิด ประเพณี จากหน้ามือเป็นหลังมือ อย่างรวดเร็ว เราเรียกว่า "คว่ำโลก"
เมื่อวันอาทิตย์ กลุ่มเราออกไปประกาศกันอีกครั้งที่อนุสเสาวรีย์ ซึ่งทุ่งนาที่นั่น กว้างใหญ่ไพศาลจริงๆ

บันทึก Diary – Apr 22nd Sunday, 2007

ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งที่ 4 ที่เราไปจับกลุ่มประกาศกันที่อนุสเสาวรีย์ ก่อนๆ หน้านั้น เราไป สวนหลวงฯ, ริมถนน, โรงพยาบาล, ม.รามและหน้าราม, รถไฟฟ้า ฯลฯ
เมื่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง ครั้งนี้ พระเจ้าปิดประตูหนึ่ง เพื่อให้เห็นประตูฝ่ายวิญญาณอีกอันที่เปิด โดยมีเทศกิจเข้ามาห้ามไม่ให้ประกาศบนสะพานลอย
เลยย้ายลงมาประกาศด้านล่าง หลังจากที่เคยประกาศแต่ข้างบน พวกเราจึงลงไปแต่โดยดี
โดยครั้งนี้มีคนในกลุ่มมากันเกือบหมด แต่ว่า ชุ โต้ง น้องบิว พี่สมควร น้องเอ กลับไปเสียก่อน ที่เหลือก็เป็น บี๋, เก้, กวาง, เป้, แป๊ะ, เค, น้องบีบอย, ชะ, ซาฟัส & me
3 ครั้งก่อนหน้านี้ พวกเราไปเยี่ยมและอธิษฐานเผื่อผู้ป่วยในโรงพยาบาลใกล้ๆ อนุสเสาวรีย์กันก่อน แล้วจึงเดินร้องเพลง เล่นกีต้าร์ "พระเจ้าเป็นความรัก"  ผ่านป้ายรถเมล์, Victory Point แจกใบปลิวตามทางมาปักหลักอีกทีที่สะพานลอยตรงรถไฟฟ้า โดยไม่เคยโดนไล่ซักครั้ง แต่ว่าแต่ละครั้งที่ไปนั้น ว่าเตรียมใบปลิวไปเยอะแล้ว ก็หมดภายในเวลาแป๊บๆ เสมอ เพราะที่นั่นคนเยอะมากๆ ไม่รู้ว่าเป็นจุดที่คนเยอะสุดในประเทศเลยหรือเปล่า?

ตั้งแต่ประกาศมา ครั้งที่ชอบมากที่สุด คือ ตอนคริสตมาส 2006 ที่รถไฟฟ้าเปิดโอกาสให้เราไปร้องเพลงบนโบกี้ แต่กระนั้นก็ดี พวกเราเห็นคริสตจักรต่างๆ ก็ร้องกันในโบกี้ หลังจากร้องที่ Emporium กับ SF MBK เพื่อโปรโมทหนัง Nativity แล้ว เราจึงไปปักหลักอยู่กลางลานที่เปลี่ยนเส้นทางรถไฟ ณ สถานีสยาม โดยที่ไม่มีใครเชิญ (แต่ก็ไม่มีใครไล่ 55) ปรากฎว่าคนเยอะมากๆ หนังสือสีแดงที่กรรมการกลางให้มาเยอะแยะ + ใบปลิวของคริสตจักรอีกเพียบ หมดลงในเวลาอันรวดเร็ว เพราะมันเป็นลานที่ทุกสถานีจะต้องมาเจอกัน คนเป็นหมื่นที่ผ่านไปผ่านมา ตรงนั้น ย่อมได้ยินเรื่องราวของพระเยซูในวันคริสตมาส ผ่านเสียงเพลงที่ร้องอวยพร ครั้งนั้นแฮปปี้ที่สุด

ครั้งนี้ก็เตรียมใบปลิวมาเยอะเหมือนกัน ประมาณ 1500 ใบ ซึ่งจริงๆ ไม่อยากเน้นแจกใบปลิวผ่านๆ อยากมีโอกาสคุยให้เขาเข้าใจสาระสำคัญของข่าวประเสริฐด้วย แต่ว่าที่ทางไม่สะดวก และดวงวิญญาณเยอะมาก พวกเราจึงเลือกจะสื่อความรักของพระเจ้าผ่านบทเพลงแห่งความรัก  ณ เวลาที่แจกใบปลิวไปด้วย … แต่ทว่าครั้งนี้ ค่อนข้างแตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะเพลงที่เลือกร้อง ส่วนใหญ่เป็นเพลงนมัสการ ซึ่งคนผ่านไปผ่านมาไม่เข้าใจว่าร้องเพลงอะไรกัน ก็ต้องรอดูต่อไปว่าเป็นเพราะกระแส Benny Hinn หรือน้ำพระทัยพระเจ้า … แต่ว่าโจทย์จริงๆ ของครั้งนี้ คือ ให้คนได้ยินเรื่องราวความรักที่พระเจ้ามีต่อเขา ถ้าเราไม่ประกาศเรื่องราว เขาจะเข้าใจอย่างไรได้?

การประกาศครั้งนี้ ก็มีอุปสรรคเหมือนกัน ทำเลที่ดีๆ ก็ดันมีเสียงดังของโทรโข่งที่เปิดแข่งในที่สาธารณะ "รถตู้ หัวตะเข้ ลาดกระบัง" จนท่องสคริปต์ได้แล้ว ตอนแรกไม่ดังมาก แต่วินรถมาเพิ่มเสียงแข่งซะงั้น การประกาศก็มีทั้งคนที่สนใจ คนเฉยๆ คนไม่ชอบ ฯลฯ เป็นเรื่องปกติ ถ้าคริสเตียนใหม่อาจจะหวั่นไหวบ้างต่อกระแสของคนที่ถูกยื่นใบปลิวให้ เพราะจะมี 50/50 ที่รับและปฎิเสธ โดยคนที่ปฎิเสธก็มีหลายระดับตั้งแต่ "ไม่รับ" "ไม่เอา" "ไม่เชื่อ" "งมงาย" ส่ายหน้า  จนถึงทำหน้ายักษ์ใส่ 555 ชินแล้วล่ะ ก็พระเจ้าบอกว่าดินมันมีหลายชนิด แถมมีทั้งแกะและแพะ

อุปสรรคเล็กๆ คือ หลายคนยังไม่เคยออกประกาศ เช่น ครั้งหนึ่ง น้องบี๋เคยพูดว่า "พระเจ้ารักคุณ" โดนสวนกลับมาว่า "แต่ผมไม่รักพระเจ้า" ทำให้ขาดความมั่นใจไปเล็กน้อย ส่วนอุปสรรคใหญ่คือ คนงานพระเจ้าไม่ร้อนรน และบางคนยังอยู่ในการกล่าวโทษ ทำให้ความมั่นใจไม่เต็ม 100 ถ้าเราเองคนประกาศไม่เต็มร้อย แล้วคนไม่เชื่อที่เป็น 0 จะไปมีผลอะไรกะเค้า ตอนเช้าก็คุยกะฟัสว่าไม่เต็มเหมือนกัน แต่ของเราเป็นเรื่องร่างกายที่นอนน้อยติดๆ กันหลายวัน แต่เมื่อพออธิษฐาน และลงมือทำ สันติสุขและกำลังมันเต็มล้นจริงๆ จะขาดก็แต่ …  ความรัก  ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ทุกๆ ครั้ง ก่อนหน้านี้ ถ้าเห็นคนเจ็บป่วย อยากอธิษฐานเผื่อ คนตาบอด ก็อยากให้พระเจ้าเปิดตาของเขาเดี๋ยวนั้น และความเชื่อเต็มล้นมากๆ ว่าพระองค์ทำแน่ๆ แต่ครั้งก่อนๆ พวกเราขาดการติดตามผล และสถิติการหายโรคเหมือนในพระคัมภีร์จริงๆ ที่พระเยซูกล่าวว่า "มีสิบคนหายสะอาดมิใช่หรือ แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน" คือ คนที่หายโรคร้ายแรงบางโรค ทำไมเขาถึงไม่ติดตามพระเจ้า มีเพียง 10% ของผู้หายโรคเท่านั้น ที่จริงจัง ขอบพระคุณ ติดตามพระเยซูต่อไป

แต่ครั้งนี้ บอกตรงๆ ว่า แม้จะไม่อยู่ในการกล่าวโทษ ว่าเราเฝ้าเดี่ยวน้อยลง ขาดการติดสนิทก่อนออกปฎิบัติภารกิจ แต่รู้สึกถึงพลังแห่งความรัก ความเมตตา มันหายไปมากจริงๆ พอเจอคนตาบอด ก็เฉยๆ ไปเลย ไม่ได้รู้สึกอยากเข้าไปใช้เวลาอยู่กับเค้า ไปอธิษฐานเผื่อเป็นพิเศษ รู้สึกอยากจะไปแจกใบปลิวตรงมุมอื่นต่อให้เสร็จ … เศร้าจัง อารมณ์สงสารคนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ ไม่คิดว่าการเฝ้าเดี่ยวมีผลกับงานรับใช้ได้มากขนาดนี้ ทั้งที่อยู่ในการประชุมเติมเต็มไฟ เติมแล้ว เติมอีก  (แต่ถ้าเฝ้าเดี่ยวมาก แล้วไม่ได้อธิษฐานกับคริสตจักร ก็จะมีอีกอารมณ์เหมือนกัน) แต่ว่าหลังจากที่เสร็จงานแล้ว พระเจ้าเติมเต็มสันติสุขให้เอ่อล้นเหมือนทุกครั้งที่ได้ทำงานนี้ อยากอธิษฐานเผื่อสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งเพื่อนๆ ที่ไป ทั้งคนที่ประกาศด้วย ฯลฯ ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ


บังเอิญเจ๊อะเป้หญิงแถวอนุสเสาวรีย์ เลยมีกล้องตอนหม่ำก๋วยเตี๋ยว 8 บาท แต่ไม่มีรูปตอนประกาศ

สมัยเด็กๆ ตอนที่ยังไม่รู้จักพระเจ้าเท่าไหร่ ออกประกาศกับทีมประกาศของคริสตจักรช่วงปิดเทอมเสมอ จำได้ว่าทีมสมัยนั้นดีมากๆ แล้วคนมาประชุมอธิษฐานวันศุกร์+โต้รุ่ง เยอะกว่าปัจจุบันที่มีสมาชิกมากกว่าอีก เคยได้ยินมั๊ย คำพูดที่ว่า "ยุคอัครทูตอธิษฐานกันเป็นวันๆ เทศนา 3 นาที คนกลับใจหลายพัน ยุคปัจจุบันอธิษฐาน 3 นาที เทศนา 3 ชั่วโมง คนกลับใจไม่ถึง 30 คน" ไมรู้สมัยนี้เป็นอะไรไป ยิ่งคริสเตียนที่มั่นแล้ว ไม่เห็นว่าการอธิษฐานวันศุกร์นั้นสำคัญ … สมัยนั้น คริสตจักรจะออกจากรั้วกำแพงโบสถ์ เข้าไปในชุมชน ไปร้องเพลง "พระคริสต์รักคุณ" เล่าเรื่องข่าวประเสริฐทั้งแบบรวมกลุ่มและกระจาย โดยเมื่อรวมกลุ่ม เชิญคนมาฟัง ผู้ประกาศจะมีภาพประกอบเรื่องราวความรักพระเยซู และคนที่กระจายไปจะไม่แค่แจกใบปลิว แต่จะคุยแบบทะลุทะลวงเลยทีเดียว … สมัยนี้เปลี้ยนไป๋มากมาย ดูจากคริสตมาส ที่พยายามเรียกคนเข้ามาในรั้วกำแพง ต้องการเก็บเกี่ยวเลี้ยงดูสิ่งที่ไม่ได้หว่านหรือลงแรง

"คนที่หว่านเพียงเล็กน้อยก็จะเกี่ยวเก็บได้เพียงเล็กน้อย คนที่หว่านมากก็จะเกี่ยวเก็บได้มาก" [2 Cor 9:6] นี่คือหลักการของพระคัมภีร์

งานประกาศข่าวประเสริฐ ไม่ใช่งานของคนที่มีของประทาน แต่มันคือ "หัวใจ  ของพระเยซู" ไม่ว่าพระเจ้าจะเรียกเราให้รับใช้ด้านไหนก็ตาม ล้วนแล้วแต่เล็งมาถึงการขยายอาณาจักรของพระเจ้าทั้งสิ้น แม้แต่เรื่องของฤทธิ์เดชในกิจการก็เพื่อการเป็นพยาน ถ้าเรารู้จักสิ่งที่พระเยซูทำเพื่อเราจริงๆ แล้ว เราจะหมดอารมณ์กับพระราชกิจอันยิ่งใหญ่ที่สุด และมหาบัญชาของพระองค์ได้อย่างไร? เว้นแต่ว่าได้เดินนอกน้ำพระทัยพระเจ้าเสียแล้ว … สิ่งหนึ่งที่พระเจ้าสอนเสมอในงานประกาศคือ ไม่ต้องท้อถอย แม้ Feedback จะเป็นอย่างไร จะได้คนมาเพิ่มที่คริสตจักรหรือเงียบเชียบ พระเจ้ายืนยันสิ่งนี้ทุกครั้ง

"เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น เพราะฝนและหิมะลงมาจากฟ้าสวรรค์ และไม่กลับที่นั่นเว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มันบังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่านและอาหาร แก่ผู้กิน คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับมาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่งซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น" [Isa 55:9-11]

ถ้าเราได้ลงแรงแล้ว ไม่มีคำว่าไม่เกิดผล (มันอาจเล็กเท่าเมล็ดพืชใน Mat 13:32) อาจไม่เห็นด้วยตา แต่วันนึง เราจะเห็นผลของมัน

"พระเจ้าตรัสว่า ‘ดูเถิด วันเวลาก็มาถึง เมื่อคนที่ไถจะทันคนที่เกี่ยว และคนที่ย่ำผลองุ่น จะทันคนที่หว่านเมล็ดองุ่น จะมีน้ำองุ่นหยดจากภูเขา เนินเขาทั้งสิ้นจะละลายไป" [Amo 9:13]


3 responses to “The world is gonna be turned – โลกกำลังจะคว่ำ

  1. P.J. says:

    ยอมรับว่าจิตวิญญาณไม่พร้อมจริง ๆ เหนื่อยหน่ายกะหลายเรื่อง เฝ้าเดี่ยวก็ไม่ค่อยเฝ้า เลยเนือยๆไปกว่าหลายๆครั้งที่ผ่านมา

  2. Popsy says:

    จริงๆ จะจบว่ามันเกี่ยวกับคว่ำโลกได้ไง แต่รีบไปหน่อย …..
    เคยมีคนเล่าว่า บิลลี่ เกรย์แฮม สงสัยว่าทำไมประกาศ คนรับเชื่อมากมาย แต่ไม่มีคนต่อต้านเลย เป็นไปได้ไง ขณะที่เค้าขี่ม้าและคุยกับพระเจ้าอยู่นั้น ก็มีก้อนหินขว้างมาใส่เขา "โป๊ก" อย่างแรง จากพงไม้ข้างทาง จึงเอาเป็นว่าการประกาศเกิดผลจริง มารมันอยู่ไม่ได้ ต้องทำงานเหมือนกัน
     
    ครั้งนี้ที่เราออกไป ก็มีเหมือนกันนะ แต่ไม่มากมายเท่าไหร่ มีเทศกิจที่มาไล่, มีคนแนวโรคจิตมาคุยตอนแจกและโทรมาน้องๆ ผู้หญิง, มีผู้ชายก่อสร้างลากข้อมือเราแบบฉุดไปอย่างแรงขณะที่ยื่นใบปลิวให้เขา, มีวินรถไม่พอใจ มาเปิดเสียงแข่ง ฯลฯ ก็ขอบคุณพระเจ้า พร้อมเผชิญทุกสิ่ง เพราะพระคัมภีร์บอกว่า "เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์" [Matthew 5:11-12] "พวกอัครทูตจึงออกไปให้พ้นหน้าสภาด้วยความยินดี ที่เห็นว่าตนสมจะได้รับการหลู่เกียรติเพราะพระนามนั้น" [Acts 5:41] ^___^

  3. TArN says:

    ขอบคุณพระเจ้าครับช่วยหนุนใจผมได้มากจริงๆครับขอบคุณอย่างสุดซึ้งครับ ขอบคุณจริง

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: