Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

พยานปากเอก – My Testimony Version 2007.2.1

on February 25, 2007

เมื่อคืนนี้ อาจารย์พูดถึง Evangelism 0 เป็นครั้งที่ 2 หลังจากคืนโต้รุ่ง และย้ำว่าจำเป็นสำหรับคริสตจักรสามัคคีธรรมฯ จริงๆ เป็นจำนวนมากด้วย

Evangelism 1 – การประกาศกับคนละแวกคริสตจักร
Evangelism 2 – การบุกเบิก สร้างคริสตจักรตามท้องถิ่นต่างๆ
Evangelism 3 – การทำพันธกิจในต่างแดน
Evangelism 0 – การประกาศกับคริสเตียนด้วยกัน
ประกาศกับคริสเตียนด้วยกัน??? มันเป็นยังไงกันหรือ? ใช่คริสเตียนหลงหายหรือเปล่า?

คุณเคยเห็นมั๊ย คนที่อุ่นๆ เย็นๆ ไม่ได้ร้อนรน … เขาอาจมาโบสถ์ทุกอาทิตย์ ถวายสิบลดอย่างสัตย์ซื่อ แต่ … นับถือเพียงศาสนา ไม่ได้บังเกิดใหม่จริงๆ
การบังเกิดใหม่คืออะไร? … การบังเกิดใหม่คือ การละทิ้งความบาปถาวร มุ่งมั่นสุดชีวิตในการติดตามพระเยซู หันหลังให้กับโลก และเลิกใช้ชีวิตตามใจปรารถนาของตนเอง หรือที่เราเรียกกันว่า "รักพระเจ้าสุดจิตสุดใจ รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" มีชีวิตเพื่อคนอื่น ไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเอง และให้พระเยซูเข้ามาสร้างชีวิตใหม่ข้างในจนเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (จะทำได้หรือไม่ได้ก็อีกเรื่อง แต่ในใจเขาต้องการเช่นนั้นจริงๆ) นี่แหละ คือการเป็นคริสเตียนที่แท้จริง

ถ้าอยากรู้ว่ามีจริงมั๊ย คริสเตียนในคริสตจักรที่ไม่ได้บังเกิดใหม่จริงๆ … มาจะกล่าวบทไป จะขอเล่าเรื่องตัวเองให้ฟัง
(หากมีตรงไหนที่แย่งพระเกียรติพระเจ้าไป ช่วยอธิษฐานขอพระเจ้าโปรดสำแดงให้ข้าพเจ้ากลับใจด้วย)


ข้าพเจ้าเติบโตขึ้นในครอบครัวที่เหมือนจะอบอุ่น เท่าที่จำความได้ คุณแม่พาไปโบสถ์สะพานเหลืองหลายครั้ง สิ่งที่ติดใจคือกิจกรรมสุดแสนสนุกมากมาย แต่อีกมุมหนึ่ง ในความเป็นเด็ก ชอบนำพระเครื่องของคุณพ่อมาเล่น สลับห้อยคอ เจอพระ เจอน้ำมนต์ไม่ได้ ต้องวิ่งเข้าหา และก่อนนอนจะสวดมนต์ตอนกลางคืน ตามที่ได้ซึมซับมาจากโรงเรียน … จนกระทั่งเราย้ายบ้าน ย้ายโบสถ์ ข้าพเจ้าได้ยินพระคำตั้งแต่วันแรกที่ไปว่า "เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" ตอนนั้นไม่รู้เรื่องฤทธิ์เดชใดๆ ทั้งนั้น แต่มันมีพลังบางอย่าง ที่ทำให้เรามั่นใจในพระเจ้า ว่าพระองค์มีจริง และไม่มีสิ่งไหนจะใหญ่กว่าพระเจ้าที่สร้างโลกนี้อีก ในที่สุดก็เลิกสวดมนต์ รูปเคารพทุกอย่าง และหันมา นับถือ ศาสนาคริสต์แทน และพระองค์สอนให้เล่นกีต้าร์เพลงแรก "ขอบคุณพระเยซู" เมื่อตอน 7 ขวบ

ข้าพเจ้าเริ่มอธิษฐานจริงจังกับพระเจ้าก่อนนอนทุกคืนจนปัจจุบันนี้ ประมาณ ม.2 (อายุ 12) เนื่องจากรับรู้ว่าโลกใบนี้ มีปัญหามากมาย และทุกครั้งที่กลัวผี เพลง "พระเยซูชนะพญามาร" ทำให้ความกลัวหายไปได้เสมอ เรียกว่าเรามีพระเจ้าเอาไว้ช่วยเหลือเรา แต่นิสัยส่วนตัว ไม่ได้สนใจพระเจ้า ไม่ค่อยอ่านพระคัมภีร์ ความประพฤติเหมือนกับคนบนโลกนี้ทั่วๆ ไป … โกหก ลักโขมย โลภ ทะเยอทะยาน เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา … เป็นเหตุผลที่ทำให้ต้องสารภาพบาปกับพระเจ้าทุกวัน

หนึ่งในคำอธิษฐานที่ว่า "ขอให้ข้าพระองค์มีสิทธิ์มีส่วนบนแผ่นดินสวรรค์" เป็นสิ่งที่เริ่มเกิดขึ้นเมื่อโตขึ้นมา แต่ก็แอบสงสัยว่าเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่เราจะดีพอ และก็เชื่อแน่ว่า หากมีเครื่องชั่งระหว่างชั่วกับดี ต้องไม่สามารถผ่านเข้าไปแน่ ชีวิตนี้ทำบาปเป็นเรื่องปกติเลย แล้ววันใดเล่าที่พระเจ้าจะให้สิ่งอัศจรรย์เกิดขึ้น อยู่ดีๆ ก็กลายเป็นคนดีไปได้ซะงั้น … เมื่อตอน ม.4 (อายุ 14) เริ่มค้นพบตัวเองจากการดูหนังเจมส์บอนด์ว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ แต่เป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะไม่ได้เรียนสายวิทย์มาเลย แต่พระเจ้าก็นำให้ไปเกี่ยวข้องจนได้ แม้ต้องไฟท์กับฟิสิกส์ เคมี ที่ไม่เคยเรียนมาก่อนก็ตาม ก็รอดมาได้เสมอ

ช่วงวัยรุ่นนี่เอง เริ่มค้นพบว่าการไปโบสถ์มันน่าเบื่อมากๆๆๆๆ ถ้าหาเรื่องไม่ไปได้ก็จะทำ … ไปร้องเพลง ฟังเทศน์ แล้วก็ไม่มีกิจกรรมอะไรสนุกๆ เลยโบสถ์นี้ น่าเบื่อมากๆ ที่หยวนๆ ตามแม่ไปก็เพราะมีเพื่อน และไม่รู้จะอยู่บ้านกับใคร เวลาผ่านไปนาน ก็ยังเบื่อเสมอ แม้ว่าอาทิตย์ไหนไม่ได้ไป จะรู้สึกแย่ไปทั้งอาทิตย์ และเหมือนชีวิตขาดอะไรไป แต่มีสิ่งหนึ่งตั้งแต่เด็กมาแล้ว คือ ทุกครั้งที่มีคนใหม่เข้ามา จะตื่นเต้นมาก คิดเสมอว่าเราจะทำยังไงให้เขาเชื่อพระเจ้าได้ เพราะพระเจ้ามีจริง (เป็นความขัดแย้งในตัวเองอย่างแปลกประหลาด พระเจ้าน่ะเชื่อ แต่โ-ตรเบื่อโบสถ์ชมัด)

ขณะที่กำลังจะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ช่วงอายุ 19-20 เกิดการผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิตการเรียน เกิดความกดดันต่างๆ เพราะคิดว่าไม่มีใครเข้าใจเรา ช่วงนี้เอง ที่ความบาปชั่วในตัวสำแดงออกมาอย่างขีดสุด เคยเกือบฆ่าคนตายเพราะความอารมณ์ร้อนหลายครั้ง เคยปาโรลเลอร์เบลดใส่หน้าคน (แต่เขาหลบทัน) เคยปาชามข้าวใส่หน้าพี่น้อง ทำให้แม่และครอบครัวเสียใจมากมาย ขี้โกงสารพัด ชอบแฮกข้อมูลคนอื่น แกล้งคนด้วยการปล่อยไวรัสเป็นว่าเล่น ไม่พูดคำหยาบแต่ปากร้ายยิ่งกว่ามีดโกน เคยเอามีดจะไล่แทงเด็ก ซ้ำเติมคนที่ทำผิดให้รู้สึกแย่ยิ่งกว่าที่เค้าเป็น ฯลฯ (คนใกล้ตัวกล่าวว่าเราเป็นคนชนิด "เลวระยำ") เป็นชีวิตเหมือนอยู่ในความมืด อยากฆ่าตัวตายบ่อยมาก และกล่าวโทษพระเจ้าเสมอ ว่าพระองค์ไปอยู่ที่ไหน ทำไมปล่อยให้ลูกมีแต่ความทุกข์ไม่หยุดหย่อน ไหนว่าพระเจ้าเป็นความรักไง แม้หลายครั้งร้องไห้เกือบขาดใจแล้ว พระองค์ก็ไม่เคยโผล่หน้ามาปลอบเลย

เชื่อว่าเพราะความเลวของตัวเอง ทำให้คุณแม่และครอบครัวอธิษฐานเผื่ออย่างหนัก อย่างน้อยก็ขอให้เรียนจบ เป็นคนปกติกับเค้าได้ … แต่สิ่งที่ข้าพเจ้าได้รับนั้น มันดีกว่าหลายเท่านัก พระเจ้าปกป้องหลายเรื่องตั้งแต่เด็กมา มีทัศนคติบางอย่างที่อยู่ข้างในโดยไม่รู้ตัวและสวนทางกับโลกนี้ มันคือมโนธรรมที่พระเจ้าใส่ไว้ให้ ทำให้ข้าพเจ้ารอดพ้นอันตรายในค่านิยมต่างๆ ที่ผิดๆ ของชีวิตเด็กมหาลัยมาได้ (แต่ช่วงนี้ก็ยังไม่เลิกเบื่อโบสถ์นะ กะว่าฉันจะทำทุกอย่างเพื่อประสบความสำเร็จ จะมีธุรกิจของตัวเอง การไปโบสถ์เป็นการเสียเวลามากๆ เอาเวลาไปเรียนรู้อย่างอื่นดีกว่า พัฒนาทักษะและสมองคือสิ่งสำคัญ และก็หาเรื่องขาดโบสถ์เสมอ โดยพยายามทำรายงาน และอ่านหนังสือวันอาทิตย์) และก็เข้าสู่ช่วงเวลาของการทำงาน

ช่วงเวลานี้เองที่เกิดการอัศจรรย์มากมาย ตอนนี้ไม่ได้รู้สึกแย่กับพระเจ้าแล้วนะ ก็ต้องพึ่งพระองค์มากนิหน่า อธิษฐานขอให้ได้งานบริษัทอังกฤษเงินดีแห่งหนึ่ง และจะได้ใช้ภาษาเยอะๆ ด้วย แต่พระเจ้ากลับนำไปทำบริษัทญี่ปุ่นอยู่พักหนึ่ง ซึ่งตอนนี้เริ่มไปโบสถ์สม่ำเสมอละ และห้ามงานใดๆ มาแตะต้องวันอาทิตย์ด้วย งานก็เลยรุ่งเรือง แต่ในที่สุด มันก็น่าเบื่อ อยากทำงานท้าทาย ใช้สมองมากขึ้น อธิษฐานไม่ถึงอาทิตย์ บริษัทที่เคยขอกับพระเจ้าไว้เพิ่งตรวจข้อสอบเสร็จและติดต่อให้ไปทำงานโดยไม่ต้องสัมภาษณ์ ตื่นเต้นมาก ทำไมพระเจ้าตอบคำอธิษฐานเป็นอย่างนี้ แม้จะเลทไปหลายเดือนกับบริษัทนี้ก็ตาม

แต่ทำงานบริษัทนี้ เครียดมากกกก เค้าจริงจังซีเรียส แต่ชอบ จะได้เก่งๆ แม้จะสะดุ้งตื่นเพราะความเครียดอยู่ทุกคืน แต่ก็คิดเสมอตั้งแต่เริ่มทำงานทุกที่ ว่าทำไมชีวิตคนเรามันต้องวน Loop เหมือนการเขียนโปรแกรมด้วย(ฟะ) ตื่นเช้าไปทำงาน ตอนเย็นเลิกงานจนดึกแล้วก็กลับบ้าน ไม่ทันมีเวลาทำอะไร แล้วจะเป็นไปอีกนานแค่ไหน อีกกี่ปี ทำอยู่หลายเดือนก็ยังไม่เลิกคิด และมันก็เป็นอย่างนั้นด้วย ทุกคนต้องแข่งขันเข้ามาทำงาน รับเงินเดือนแต่ละเดือน อีกกี่ปีเราถึงจะได้มีธุรกิจของตัวเอง ทำไมรูปแบบชีวิตมันมีแค่นี้ ทำงาน เก็บเงิน สร้างเนื้อสร้างตัว … ขณะที่กำลังจะครบรอบวันเกิด อธิษฐานกับพระเจ้าว่า "เพื่อเห็นแก่วันเกิดของลูก ขอพระเจ้าโปรดมอบของขวัญชิ้นนี้ ลูกอยากมีชีวิตใหม่ อยากเปลี่ยนแปลงชีวิต อยากหลุดออกไปจาก Loop นี้" คือไม่อยากมีชีวิตอย่างนี้ แต่ก็กลัวแม่จะเสียใจ ถ้าทำอะไรขวางโลกอีก … ปรากฎว่าวันรุ่งขึ้นเป็นวันเกิด และตอนเย็นก่อนกลับบ้าน ทางบริษัทได้ยื่นซองขาวให้ออกจากงาน เพราะบริษัทโดน Take Over ระบบที่เรากำลังพัฒนา บริษัทที่มาเทคเค้ามีอยู่แล้ว เพื่อนๆ พี่ๆ น้ำตาน้องหน้า เศร้ากันน่าดู แต่เรารู้เลยว่านี่คือการตอบคำอธิษฐานของพระเจ้าอย่างฉับพลัน

ระหว่างนี้ก็ตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ 555 ไม่ได้สนใจพระเจ้าเท่าที่ควร แค่รู้สึกว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่มากขึ้นอีกนิด การไปร้องเพลงที่โบสถ์ก็ยังเหมือนเดิม ใครอยากร้องก็ร้องไป ฉันจะนั่งบ้าง ลุกบ้าง เพลงไหนเพราะค่อยร้อง เวลาเทศนา แอคชั่นใครน่าเบื่อ ฉันจะขอลาไปเดินเล่นข้างล่าง … ช่วงเวลานี้ยังหาวิธีพัฒนาสมองมากมาย อ่านแต่หนังสือเพื่อหาช่องทางธุรกิจ หรือแนว Mozart Brain ว่าวิธีทำให้สมองแต่ละซีกคิดได้มีประสิทธิภาพสูงสุดทำอย่างไร และวางแผนชีวิตไว้หมดแล้ว ว่าวันหนึ่งฉันจะเป็นใครบนโลกใบนี้ คำว่าแสวงหาพระเจ้าเป็นเพียงความคิดที่แล่นเข้ามาชั่ววูบ สิ่งสูงสุดคือไปให้ถึงจุดหมายเพื่อตัวของเราเอง

แต่แล้ววันหนึ่ง วันปกติธรรมดาๆ นี่เอง ไม่ได้ทุกข์ร้อน ไม่ได้สุขสันต์มากมาย มีเสียงของใครบางคนเข้ามา (คือพระองค์เอง) ให้ทบทวนชีวิตที่ผ่านมา ว่าเราอธิษฐานอะไรไป และพระเจ้าตอบอย่างไร … มันเหมือนฉายหนังตั้งแต่ชีวิตวัยเด็ก ว่าทุกอย่างเป็นการจัดสรรของพระเจ้า ชาญฉลาด ล้ำลึก เป็น Step มีขั้นมีตอน พระเจ้าเป็นอยู่จริง อยูใกล้ตัวมากพอที่จะตอบเราทุกคำอธิษฐาน และอยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด (แล้วตอนนั้นเป็นตอนที่เริ่มทำบริษัท Web Inspirer ขึ้นมา คือรับงานเอง แล้วก็ได้เซลล์,ล่าม,ดีไซเนอร์ จากบริษัทญี่ปุ่นที่เคยร่วมงานกันมาช่วย นี่แหละ ที่เคยสงสัยว่าทำไม พระเจ้าต้องส่งไปทำงานบริษัทญี่ปุ่นก่อนบริษัทที่ขอไว้ เพราะได้เห็นวิธีการทำงาน การรับงาน การติดต่อลูกค้า ที่ได้มาทำทีหลัง หลังจากออกจากงานบริษัท) ทุกอย่างเป็นแผนการที่สวยงาม เหมือนถูกวางไว้ตั้งแต่ก่อนมันจะเกิดขึ้นเสียอีก และทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญของชีวิตอย่างแน่นอน (ถ้าเรียน Probability มา ความเป็นไปได้น้อยกว่าถูกหวยอีก) มันทำให้ตกใจกับพระเจ้า และการจัดเตรียมอันน่าพิศวงของพระองค์ … นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้

การที่ข้าพเจ้าพบพระเจ้าจริงๆ และเข้าใจความหมายของพระโลหิต+ไม้กางเขน และความเป็นพระเจ้าของพระเยซู เกิดขึ้นจากการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ์ล้วนๆ เป็นเวลาที่พระองค์มาเปิดเผยตัวเอง ไม่ใช่เพราะความดีหรือร้อนรนของตัวเองเลย ข้าพเจ้าซื้อพระคัมภีร์เล่มใหม่ แค่ตั้งใจอ่านมันมากขึ้น และได้พบพระเจ้าในพระคัมภีร์ ทุกครั้งที่อ่าน พระเจ้าเข้ามาคุยด้วยเสมอ พระองค์บอกให้ทิ้งโลกที่จะล่วงไปนี้เสีย และพูดคำสำคัญผ่านพระคำว่า "สติปัญญาของโลกนี้ เป็นความโง่เขลาในสายพระเนตรของพระเจ้า" ทำให้รู้สึกว่าสิ่งที่เรากำลังไขว่คว้า เหมือนเป็นเพียงสายลมที่สุดท้ายก็พัดผ่านไป เมื่อข้าพเจ้าใกล้ชิดกับพระองค์มากขึ้น ก็อยากจะทำให้พระเจ้าพอพระทัยมากยิ่งขึ้น ละอายในสิ่งที่ตัวเองเป็น และอยากจะเลิกมันเสีย แต่ขณะเดียวกัน ข้าพเจ้าก็พบถึงปัญหาบาปที่ฝังอยู่ในตัว ว่าจริงๆ แล้ว ตัวเองไม่มีความดีประการใดอยู่เลย เหมือนในหนังสือโรม บทที่ 7 เมื่อตั้งใจกระทำความดี ความชั่วก็พร้อมจะผุดขึ้น ที่เปาโลร้องว่า ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้!

ความเลวของข้าพเจ้า เมื่อเทียบกับความรักของพระเจ้าแล้ว ทำให้เห็นว่าการที่พระเจ้าเข้ามาตายแทนเราบนโลกใบนี้สำคัญแค่ไหน เพราะก่อนหน้านี้ข้าพเจ้าเชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อการช่วยเหลือของพระเจ้า แต่แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพระเยซูเลย นอกจากเรื่องราวที่พระองค์ รักษาโรค สอนเรื่องความรักยอดเยี่ยมที่สุดที่เคยได้ยิน รู้มาบ้างว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า(มั๊ง) แต่ไม่เคยเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าพระองค์เป็นใครกันแน่ … ไม่เคยรู้เลย ว่าไม้กางเขนและพระโลหิตของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญแค่ไหน เพราะคริสตจักรไม่เคยเทศนาเรื่องนี้ เป็นแต่เรื่องการดำเนินชีวิตคริสเตียนทั่วๆ ไป และในชั้นเรียนรวีสมัยเด็ก ก็จะมีแต่เรื่องเหตุการณ์ของบุคคลต่างๆ ในพระคัมภีร์ … เมื่อก่อน แค่สารภาพบาป และรู้ว่าพระองค์อภัยแน่นอน เพราะพระองค์ส่งพระเยซูมาตายแทนแล้ว แต่สิ่งนี้แหละ ที่เป็นกุญแจไขไปสู่ทุกสิ่ง และล้ำลึกมากๆๆๆๆ ด้วย มันเกิดขึ้นได้ เพราะเวลาของพระวิญญาณเท่านั้น … ขอบคุณพระเจ้า สิ่งที่พระเจ้าปิดและเปิด ล้ำค่าเกินกว่าจะออกมาเป็นคำพูดได้ แท้จริงมันสำคัญถึงขนาดที่เปาโลพูดว่าจะไม่อวดสิ่งใดนอกจากไม้กางเขนเลยทีเดียว ก็มนุษย์เราอ่อนกำลังเกินกว่าจะอวดความดีใดๆ ของตัวเองต่อพระเจ้าได้จริงๆ

ในที่สุดก็ได้พบว่า การที่เราจะได้มีกรรมสิทธิ์ในสวรรค์หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเป็นคนดีได้เมื่อไหร่ หรือทำดีมามากเท่าไหร่ เพราะในหนังสือเอเสเคียลบอกไว้ว่า "ความชอบธรรมของ ผู้ชอบธรรมจะไม่ช่วยกู้เขาให้พ้นเมื่อเขากบฎ … การกระทำทั้งหลายที่ชอบธรรมของเขาย่อมไม่อยู่ใน ความทรงจำอีกเลย ส่วนคนอธรรม ถ้าเขาหันกลับจากบาปของเขา มากระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม บาปซึ่งเขาได้กระทำมาแล้ว จะไม่จดจำ นำมากล่าวโทษเขา" เรารอดได้เพราะพระคุณที่ให้เปล่าๆ ของพระเจ้า ด้วยความรักของพระเจ้า พระองค์ปรารถนาให้เรามีส่วนร่วมในแผ่นดินสวรรค์อยู่แล้ว เพียงแค่เรากลับใจเชื่อในพระเยซู พระองค์ได้รับโทษความผิดบาปซึ่งสมควรแก่เราไปหมดแล้ว เมื่อพระองค์ถูกตรึง เท่ากับเราได้ถูกตรึงไว้ด้วย (2 โครินธ์ 5:14)

เคล็ดลับซึ่งข้าพเจ้าค้นพบคือ "้ข้าพเจ้าถูกตรึงไว้กับพระคริสต์แล้ว ข้าพเจ้าเองไม่มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่พระคริสต์ต่างหากที่ทรงมีชีวิตอยู่ในข้าพเจ้า ชีวิตซึ่งข้าพเจ้าดำเนินอยู่ในร่างกายขณะนี้ ข้าพเจ้าดำเนินอยู่โดยศรัทธาในพระบุตรของพระเจ้า ผู้ได้ทรงรักข้าพเจ้า และได้ทรงสละพระองค์เองเพื่อข้าพเจ้า" เราไม่ต้องกังวลถึงการกล่าวโทษ การพิพากษา ไม่มีสิ่งฟ้องร้องใดๆ เหลืออยู่ภายใต้ไม้กางเขน สิ่งที่คงอยู่คือความรัก ที่พระเจ้าปรารถนาให้เรามอบให้กับผู้อื่น พระเยซูมาเพื่อประทานชีวิต พระองค์ปรารถนาให้เรามอบชีวิตเราเพื่อความรักด้วยเช่นกัน เราจะทำได้ต่อเมื่อเราเชื่อว่าเราตายต่อบาปร่วมกับพระองค์

อย่างที่เคยบอก ว่าข้าพเจ้ารักการทำให้คนมาเชื่อพระเจ้ามากเหลือเกินตั้งแต่เด็กมา และรู้ตัวดีว่าไม่มีกำลังจะไปโน้มน้าวใครได้ เพราะ "แผ่นดินสวรรค์มิใช่เรื่องของคำพูด แต่เป็นเรื่องของฤทธิ์เดช" ด้วยเหตุนี้ทำให้ข้าพเจ้ากระตือรือร้นแสวงหาสิ่งเดียวกันที่เปลี่ยนแปลงคนอย่างเปโตร ผู้เคยปฎิเสธพระเยซู ให้กลายเป็นคนกล้าหาญได้ สิ่งๆ นั้น บอกได้คำเดียวว่าคุ้มค่ากับการแลกทุกอย่างในชีวิตจริงๆ … ขอเชื้อเชิญทุกท่าน ที่รู้จักคำว่า "ความอ่อนแอของมนุษย์ คือจุดเริ่มต้นของพระเจ้า" ขอการเปิดเผยสำแดงขององค์พระวิญญาณเข้ามาในชีวิต เพราะพระวิญญาณแห่งวันเพ็นเทคอส จะเปิดเผยพระเยซูให้ท่านรู้จักมากขึ้นด้วยเช่นกัน และพระองค์งดงามเกินอธิบาย และท่านจะพบว่า พระองค์เป็น  ความรัก  จริงๆ

P.S. // ที่บอกว่าอยากเป็นโปรแกรมเมอร์แล้วเป็นไม่ได้แน่ๆ และผิดพลาดเรื่องเรียน นั่นแหละ เป็นพระพรที่ซ่อนไว้ การที่ Drop เรียนและย้ายมหาลัย คือช่วงเวลาที่นั่งเขียนโปรแกรมทุกวัน กินนอนกับ Source Code และมหาลัยที่ย้ายไปก็สอนโปรแกรมมิ่งมากกว่า จนทุกวันนี้ได้เข้าใจเหตุผลที่มาเป็นตัวเองในวันนี้ รวมทั้งมีเรื่องราวมากมายหลายสิ่ง ที่ไม่รู้ว่าทำไมตอนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น มันน่าจะดีกว่านี้ แต่อีกหลายปีต่อมา ได้พบว่ามันเป็นการจัดเตรียมของพระเจ้าที่สุดล้ำลึกและเต็มไปด้วยสติปัญญา แต่วันนี้เป็นหรือไม่เป็นโปรแกรมเมอร์ ก็ไม่ได้สำคัญอะไรกับชีวิตอีกแล้ว มีเงินมากน้อย ประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ไม่ใช่สิ่งสูงสุดในชีวิตอีกต่อไป พระเจ้ายอมรับเราแม้เป็นแค่ไอ้กร๊วกเดินดินข้างถนนคนหนึ่ง เพราะวันนี้ เราเป็นลูกของพระเจ้า … พระเจ้าไม่ได้แค่เลือกรักใครแค่บางคน แต่พระเจ้ารักทุกคน และพระเจ้ารักคุณ

ขอแถมท้ายด้วยคำพยานอีกเรื่องหนึ่ง คือ การเป็นลูกของพระเจ้านี้ เรามีสิทธิ์ที่จะผูกมัด กล่าวห้ามทุกสิ่งบนโลกและสวรรค์ … เมื่อก่อน เคยโดนผีอำบ่อยๆ ก็นึกว่าเป็นอาการทางวิทยาศาสตร์ที่พักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายจึงหลับขณะที่สมองยังตื่น จนกระทั่งสัมผัสโลกฝ่ายวิญญาณว่าพวกนี้มันมีจริง และคอยเล่นงานมนุษย์ทุกคน โดยเฉพาะคนที่มันจะกัดกินได้ … เมื่อแน่ใจว่าไอ้พวกนี้มันเป็นผีจริงๆ พอมันมาอำ เราเอ่ยชื่อ "พระเยซู" พวกนี้ทำอะไรเราไม่ได้เลย ขอบอก ชื่อของพระเยซูยิ่งใหญ่จริงๆ ผีทุกตัวกลัวหมด เผ่นแนบ แค่เอ่ยชื่อก็กลัวแล้ว แถมพวกเรามีสิทธิ์แม้กระทั่งจะสั่งมันลงนรกด้วย

สรรเสริญพระเจ้า … อีกอันหนึ่งคือ เมื่อ 2 ปีก่อน คุณอา(ไม่ได้เชื่อพระเจ้า)ที่หมอบอกว่าข้างในเน่าหมดแล้ว จะต้องตายแน่ๆ ไปอธิษฐานเผื่อในนามพระเยซูกับครอบครัว ปรากฎว่าเกิดการอัศจรรย์ ทุกอย่างหายเป็นปกติจนหมองง และเมื่อเร็วๆ มานี้ ไม่กี่วันนี่เอง มีพี่คนหนึ่งกินยาฆ่าตัวตาย ไปถึงโรงพยาบาล ตับวายไปแล้ว คุณหมอฟันธงว่าไม่รอดแน่นอน ย้ายไปอีกโรงพยาบาล คุณหมอก็ระบุวันตายมาให้เลย แต่ได้ไปอธิษฐานกับเพื่อนในกลุ่มอากาเป้ ตอนนี้พี่เค้าออกจากโรงพยาบาลแล้ว อาการดีด้วย … มีรูปปั้นที่ไหนทำได้รึเปล่า มีพระไหนรักษาโรคได้ขนาดนี้รึเปล่า เอาแบบที่ฟื้นจากความตายได้ด้วยนะ … พระเยซูยิ่งใหญ่ แถมยังเป็นพระเจ้าที่มีแต่ความรักอีกด้วย จะกลัวอะไร จะสับสนไปทำไม ก็ใครที่เดินเข้ามา ไม่ต้องเสียอะไรเลย … แถมได้ชีวิตนิรันดร์

ขอบคุณพระเจ้าที่น่ารัก เฝ้าดูชีวิตทุกคนมาตลอด และมีสิ่งดีๆ ซ่อนไว้รอเสมอ … สันติสุขของพระองค์ให้ ไม่เหมือนกับโลกให้ & ไม่มีสิ่งใดเรียกได้ว่าใหญ่สำหรับพระเจ้า พระเจ้ายิ่งใหญ่กว่าเสมอ  [เขียนคำพยานเพลิน จริงๆ ตั้งใจจะบอกว่าเคยเป็นคริสเตียนศาสนา อุ่นๆ เย็นๆ มาก่อน มาเปลี่ยนเพราะเรื่องของพระวิญญาณนี่แหละค่ะ หวังว่าคงเข้าใจตรงกันนะ อย่างน้อยก็คำอธิษฐานของแม่ที่ทำ Evangelism 0 กับชีวิตเรา เหนืออื่นใดคือความรักของพระเจ้า ]


2 responses to “พยานปากเอก – My Testimony Version 2007.2.1

  1. XuS says:

    Is it ur testimony???I can\’t understand anything T-T
     
    Shalom
     
    -XuS-

  2. TArN says:

    ขอบคุณพระเจ้าครับ มีโอกาสได้มาอ่านคำพยานที่ดีครับขอบคุณอีกครับ ช่วยหนุ่นใจให้ผมขึ้นมากเลยครับได้เห็นมุมมองบางอย่างที่คล้ายๆกันด้วยนะครับไม่รู้ซิครับ พระเจ้าอวยพรครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: