Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

การวิ่งแข่งเพื่อชัยชนะ และบทเรียนแห่งกางเขน

on March 30, 2006
1. หลังจากที่คนๆ หนึ่งได้รับความรอดแล้ว (รับด้วยปาก เชื่อด้วยใจว่าพระเยซูเป็นพระเจ้า) พระเจ้าจะวางเราไว้ที่ลู่วิ่งเพื่อวิ่งแข่ง ซึ่งคนที่ได้ชีวิตนิรันดร์แล้ว จึงจะลงวิ่งแข่งได้ ผลสุดท้ายของการวิ่งแข่ง คือ มีบางคนได้รับมงกุฎ บางคนไม่ได้รับ (1 โครินธ์ 9:24-25) การพูดจา การประพฤติ ความคิด การดำเนินชีวิต ฯลฯ ทุกสิ่งล้วนเกี่ยวของกับการที่จะได้รับอาณาจักร และมงกุฎ แต่ใครก็ตามที่ไม่วิ่งถึงที่สุด เขาจะไม่ได้รับอาณาจักรนั้น
2. ความรอดอันยิ่งใหญ่ใน ฮีบรู 2:3-4 ไม่ใช่เพียงบาปได้รับการอภัย แต่ยังชี้ถึงอาณาจักรอีกด้วย อาณาจักรคือเป้าหมายที่เราวิ่งแข่งนั่นเอง การที่พระองค์ฟังคำอธิษฐาน และกระทำการอัศจรรย์ ก็เพื่อพิสูจน์ว่า การที่วิ่งแข่ง เป็นที่ชอบพระทัยพระเจ้า ผู้ชนะจะรับสง่าราศีร่วมกับกษัตริย์ ส่วนผู้พ่ายแพ้นั้น ถึงจะได้รับความรอด แต่ไม่มีส่วนในสง่าราศีและอาณาจักร
3. ลู่วิ่งที่อยู่ตรงหน้า จะต้องวางของหนักทุกอย่างลง และละทิ้งความบาปที่ผูกมัดเราอยู่
บาป เป็นสิ่งขัดขวางความก้าวหน้ามากที่สุด ทำให้สูญเสียคุณสมบัติในการวิ่ง เป็นการผิดกติกา ต้องถูกไล่ออกจากสนามแข่งขัน และอยู่บนพื้นฐาน โรม 6:11 นับว่าตายต่อบาปแล้ว คนที่มีความเชื่อจริงๆ เป็นคนที่ยอมทนทุกข์ และยินดีรับความอัปยศ แต่ไม่ยอมรับความสุขในความบาป
ของหนัก เป็นสิ่งที่หน่วงเหนี่ยว ทำให้วิ่งได้ไม่เร็ว หรือไม่ก้าวหน้า วิ่งได้ไม่ดี และเสียแรงเปล่าๆ ได้แก่เหล่าความกระวนกระวาย ทรัพย์สมบัติ เพื่อนฝูง การงาน ฯลฯ
4. การวิ่งแข่งไม่เพียงแต่ต้องวางของหนักลง แต่ยังต้องวิ่งด้วยความอดทน เพราะว่าบำเหน็จนั้น จะถูกมอบเมื่อเราถึงปลายทาง คือเมื่อวิ่งถึงก้าวสุดท้าย (ฟิลิปปี 3:12) ถ้ายังไม่ถึงสุดปลาย จะพูดไม่ได้ว่าชนะแล้ว … การวิ่งแข่งไม่ใช่การเดิน แต่เป็นการวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว สิ่งที่น่าเสียดายคือ ความร้อนรน การตรากตรำ ซึ่งอยู่นอกเหนือพระประสงค์พระเจ้า
5. *** ในลู่วิ่ง ตาของเราจะต้อง "เพ่งมองที่พระเยซู ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มและผู้สำเร็จความเชื่อของเรา" เราต้องทูลพระเจ้าให้เปิดเผยว่าทุกสิ่งล้วนอยู่ใน พระคริสต์ ไม่ว่าจะเป็น ความบริสุทธิ์ การให้อภัย ความชอบธรรม การมีชัยชนะ การเจิม ทุกสิ่งล้วนขึ้นกับพระองค์ ถ้าแยกออกจากพระเยซูแล้ว เราจะวิ่งไปไม่ได้เลย … เพราะเหตุความรีบร้อนจะมีความก้าวหน้า จึงทำให้เราหวนคิดถึงสภาพการณ์ของตัวเองอยู่ตลอดโดยไม่รู้ตัว แต่การเพ่งพินิจที่พระเยซู คือ การไม่มองตัวเอง ผู้ที่รู้ว่าอะไรคือการไม่มองตัวเอง ก็เป็นสุขแล้ว
6. เหตุที่พระเจ้าทรงให้เราเพ่งดูที่พระเยซู เพราะต้องการให้สนใจด้านความเป็นมนุษย์ของพระองค์ คือ การที่พระเยซูนอบน้อม "ทนรับกางเขน ไม่เห็นว่าความละอายเป็นสิ่งสำคัญ" พระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงมักจะพาเราให้พบกับพระเยซูเป็นพิเศษ การที่เราปรนิบัติด้วยความซื่อสัตย์ เนื่องจากบำเหน็จ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องอย่างแน่นอน
> เปาโลจึงบอกว่า "ลืมทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหลัง โน้มตัวไปหาสิ่งที่อยู่ข้างหน้า" เพื่อจะไปรับรางวัลที่พระเจ้าเรียกให้ไปรับ … องค์พระเยซู ทนรับ เพื่อความยินดีที่จะปรากฎ … แล้วท่านเคยละทิ้งสิ่งใดเพื่อสง่าราศีของอาณาจักรที่อยู่เบื้องหน้าไหม?
7. ***** ความอับอายเป็นสิ่งที่มนุษย์ให้กับพระองค์ แต่พระองค์ไม่ทรงเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญ กางเขนเป็นสิ่งที่พระเจ้าประทานให้ พระองค์จึงทรงทนรับได้ ถูกมนุษย์เข้าใจผิด ขับไล่ ฟ้องร้อง ถ่มน้ำลายใส่ ปรับโทษ แต่พระองค์ไม่สนพระทัย
 > เราเป็นคนที่รักษาหน้าของตัวเองยิ่งนัก กลัวความละอาย กลัวถูกคนเข้าใจผิด กลัวการวิพากษ์ วิจารณ์ พยายามเป็นคนสมบูรณ์ ไม่ยอมเสียสละตัวเอง ไม่ยอมรับความละอายเพื่อเห็นแก่พระเจ้า ถึงแม้จะรับก็ฝืนใจ แต่ไม่ยอมต้อนรับความละอายที่ทำให้ชีวิตฝ่ายจิตของเราร่วงโรย โดยไม่เปิดปากพูดอะไร ไม่โต้แย้ง ไม่หลีกเลี่ยงใดๆ ทั้งสิ้น
 > เราไม่ยอมแบกกางเขนที่พระเจ้าประทาน และหารู้ไม่ว่า ทุกสิ่งที่มาถึงตัวเรา ล้วนเป็นสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงอนุญาตแล้ว  สิ่งที่ทำให้ความหวังของเราสูญสลาย ล้วนเป็นกางเขนที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เรา เราจัดการกับสิ่งนี้อย่างไร? เราต่อสู้ในจิตใจใช่หรือไม่? เมื่อเราพบคนอื่นเราก็บอกเล่าให้เขาฟังใช่หรือไม่?
 > ถ้าเราทนรับตามน้ำพระทัยของพระเจ้าเหมือนพระเยซูได้ทนรับกางเขนของพระองค์ ชีวิตธรรมชาติของเรา ก็จะได้รับการจัดการมากขึ้น การดิ้นรนต่อสู้ด้วยกำลังเพื่อให้หลุดพ้นนั้น ทำให้จุดประสงค์ของพระเจ้า ไม่สามารถสำเร็จ ทำให้กางเขนมาถึงตัวเราโดยเปล่าประโยชน์ ไม่สามารถสำเร็จสิ่งที่พระเจ้าต้องการได้
8. พระเจ้าจัดวางพระเยซูไว้ตรงหน้าของเรา เพื่อให้เราเอาอย่างพระองค์ โดยบอกเราว่า "จงคิดเปรียบเทียบกับพระองค์ผู้ทรงทนให้คนบาปต่อต้านพระองค์เช่นนั้น เพื่อจะได้ไม่เหนื่อยหน่ายหรือท้อแท้ใจ" การตอบสนองที่เราได้รับ ไม่มากกว่าที่พระเยซูเจ้าทรงได้รับก็ดีพอแล้ว
 > สิ่งที่น่ากลัวที่สุด คือความเหนื่อยหน่ายหรือความท้อใจ การทดสอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็คือ เมื่อสิ่งที่ต่อต้านได้รุมเร้ากันเข้ามา จนคล้ายกับจะรับมือไม่ไหว จึงได้ปล่อยทุกอย่างให้หละหลวม และไม่วิ่งแข่งอย่างจริงจัง เพื่อได้รับมงกุฎแห่งสวรรค์อีกต่อไป
 > ใครคือผู้ได้รับการยกย่องมากที่สุด? ก็คือคนที่ได้รับบาดเจ็บแล้วยังลุกขึ้นมาวิ่งต่อจนวิ่งได้ที่หนึ่ง คนเช่นนี้จะได้รับการยกย่องตลอดไป แม้สะดุดล้มแล้วก็ตาม … เราทุกคนล้วนวิ่งอยู่บนเส้นทางนี้ และสิ่งนั้นยังนับอะไรไม่ได้ ต้องรอจนถึงเส้นชัยแล้วจึงจะตัดสิน
 > … ดังนั้น เราอย่าได้หมดอาลัยตายอยากไม่ว่าสาเหตุใดๆ จนทำให้เหนื่อยหน่ายท้อใจ เราจะต้องเพ่งพินิจมองที่พระเยซู ผู้ซึ่งริ่เริ่มและผู้สำเร็จความเชื่อของเรา วิ่งเส้นทางที่วางไว้ตรงหน้าของเรา
————————-
Mar 25th, 2006
ขอบคุณพระเจ้าสำหรับกางเขน
ขอบคุณพระเจ้าที่ส่องสว่างเข้ามาในจิตวิญญาณ และเปิดตาออก
ขอบคุณพระเจ้าที่มอบกุญแจแห่งชัยชนะ … คือ องค์พระเยซู ผู้ที่ยอมทุกอย่างเพื่อนคนบาปอย่างข้าพระองค์

2 responses to “การวิ่งแข่งเพื่อชัยชนะ และบทเรียนแห่งกางเขน

  1. Bow Phijika says:

    ดีค่ะ โบว์เป้นคริสเตียนจากอุดรค่ะ มาเรียนอยู่ที่มหามลัยแม่ฟ้าหลวงค่ะ
    ชอบอ่านเรื่องที่พี่เอามาลงมากเลยค่ะ
    หนุนใจเรามากๆๆจิงๆๆค่ะ
     

  2. Ardis says:

    ยิ่งผมอ่านพระวัจนะมาก ผมยิ่งพบข้อบกพร่องตัวเองมากขึ้น ขอข้าพระองค์จะได้มีชีวิตที่ถวายเกียรติเช่นเดียวกับธรรมิกชนของพระองค์เถิด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: