Popsyz [Dui] ::: All GLORY to GOD

Moved from MSN Space few years ago

Kingdom of Heaven

on February 23, 2006

ได้มีโอกาสดู Kindom of Heaven ที่ โอรันโด้ บลูม เล่น เนื้อเรื่องอยู่ในช่วงสงครามครูเสด แม้การดำเนินเรื่องและเนื้อหาไม่ค่อยมีอะไร เหมือนจิกซอว์ต่อไม่เสร็จ แต่ก็ได้แง่คิดอะไรมาหลายอย่าง หลักๆ คือ Heaven เป็นดินแดนที่ขึ้นอยู่กับความคิดและจิตใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นดินแดนที่แก่งแย่งมา ใครจะได้ไปสวรรค์หรือมิได้ไป ไม่ได้เกี่ยวว่าใครได้เป็นผู้ครอบครอง

ทำให้คิดถึง ยอห์น บทที่ 4 และ หนังสือ มาระโก 13 ขึ้นมา … แต่เดิม "ยิว" เป็นชนชาติที่หยิ่ง และภูมิใจในตนเองว่าเป็นเชื้อชาติที่พระเจ้าเลือกสรรจากชาติอื่นๆ มากมายในโลก ชาวยิวจะให้ความสำคัญกับแผ่นดินซึ่งพระเจ้าได้สัญญาไว้ และวิหารในการนมัสการ ไม่คบชาวต่างชาติ เพราะถือว่าเป็นพวกสกปรก และบูชารูปเคารพ … ด้วยความทรนงนี้ เมื่อสมัยที่พระเยซูมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์เป็นความสมบูรณ์ที่ทำให้คัมภีร์ยิวแต่เดิมสำเร็จ แต่พวกยิวกลับตาบอดฝ่ายวิญญาณ เรียกร้องให้ตรึงพระองค์ที่กางเขนเสีย

ในยอห์น บทที่ 4 พระเยซูนั่งคุยกับหญิงชาวสะมาเรียลำพัง 2 คน ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่แปลกมาก หญิงคนนี้รู้จักประวัติศาสตร์ของบรรพบุรุษดี ว่าพวกสะมาเรีย (ลูกครึ่งยิวกับต่างชาติ) จะนมัสการพระเจ้าบนภูเขาซึ่งต้นตระกูลยิวเคยทำกัน ชาวสะมาเรียมี "จิตวิญญาณ" แต่พระเยซูตรัสว่า "คงมีวันหนึ่ง ที่พวกเจ้าจะมิได้ไหว้นมัสการพระบิดา เฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม ซึ่งเจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความรอดนั้นมาจากพวกยิว" หมายความว่า ยิว มี "ความจริง" อีกทั้งพระเยซูบอกต่อไปว่า "พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการพระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง" ยิวรู้จักพระเจ้าแต่มิได้มีจิตวิญญาณ แม้จะให้ความสำคัญกับสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มากมาย แต่พระเยซูกลับบอกว่า สถานที่ รูปแบบ วิธีการ พิธี ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่พระเจ้าต้องการคือ "นมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง"

ขณะที่พวกสาวกของพระเยซูเห็นวิหารสมัยนั้น พวกเขาตื่นเต้นกับความโอ่อ่า ใหญ่โต แต่พระองค์ลับบอกว่า "ศิลาที่ซ้อนทับกันอยู่ที่นี่ ซึ่งจะไม่ถูกทำลายลงก็ไม่มี" เพราะสิ่งที่ยิวยึดติดไม่ได้ช่วยทำให้พวกเขารู้จักพระเจ้าได้อย่างแท้จริง ว่าพระองค์ถ่อมตัวลงมาในโลก เพื่อความรักต่อมวลมนุษย์ … ดังนั้น พระเจ้าจึงได้ส่งชาติอื่นมายึดครอง และทำลายกรุงเยรูซาเล็มเสีย ในประวัติศาตร์ก็เกิดขึ้นจริงตามคำทำนายอย่างแม่นยำ จนในปัจจุบัน ชาวมุสลิมได้สร้างโดมทับ บนพื้นที่ของวิหารเก่า ที่เชื่อกันว่าเป็นดินแดนแห่งพันธสัญญา กลายเป็นชนวนสงครามไม่มีวันจบ ระหว่างปาเลสไตน์ และ อิสราเอล … จะเหลือก็แต่ "กำแพงร้องไห้" ที่ยิวซึ่งถูกกระจายไปชาติต่างๆ ทั่วโลก กลับมาร้องไห้เป็นครั้งคราว

เพราะพระเจ้ายิ่งใหญ่เกินกว่าจะให้มนุษย์จำกัดพระองค์ไว้ในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เมื่อพระเยซูฟื้นคืนพระชนม์แล้ว พระองค์ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้แก่ผู้ที่เชื่อในพระองค์ทุกสมัยตลอดมา และผู้ที่เชื่อ ก็กลายเป็นวิหาร หรือที่อาศัยอันศักดิ์สิทธิ์ของพระวิญญาณ สำหรับการนมัสการ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว วิหารที่เป็นสิ่งก่อสร้าง ไม่มีความจำเป็นใดอีก เพราะ เราทั้งหลายเป็นวิหารของพระองค์

ใน Kingdom of Heaven บาเลี่ยน บุตรก็อดฟรี่ พระเอกของเรา เป็นตัวอย่างของมนุษย์ทั่วไปที่มองพระเจ้าเข้าใจเพียงบางส่วน แต่ก็ดีกว่ากลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า นักบวชในศาสนา ไม่ว่าจะเป็น โป๊ป บาทหลวง บิชอป ดังที่ชาวคาทอลิกจำเป็นต้องมี … ในช่วงสงครามครูเสด ความเชื่อได้ผิดเพี้ยนไปมาจากยุคแรกเริ่มของคริสตจักร มนุษย์ต้องถูกบังคับให้เชื่อฟังนักบวชทั้งหลายยิ่งกว่าเชื่อฟังพระเจ้า บาเลี่ยน ศรัทธาในพระเจ้า แต่ก็ด้วยคำสอนของศาสนาส่วนหนึ่ง จึงพยายามค้นพบพระเจ้าด้วยความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นธรรมดาของมนุษย์เรา

โดยปกติ ถ้าคริสเตียนไม่ได้ยินเสียงพระเจ้าก็นับว่าแปลก แต่ในเรื่อง พระเอกของเราพยายามไปสถานที่ที่คิดว่าศักดิ์สิทธิ์ เพื่อจะได้ยินเสียงของพระเจ้า แล้วก็บ่นว่าพระองค์ไม่ยอมพูดด้วยเลย ทั้งที่ไปทุกที่แล้วในเยรูซาเล็ม อีกทั้งในเรื่อง ทั้งคาทอลิก มุสลิม เวลาทำสงคราม ก็อ้างแต่ว่าเป็นพระประสงค์พระเจ้า เพื่อให้ออกไปเข่นฆ่าศัตรู นักบวชผู้เคร่งครัด ห้ามเผาศพทั้งที่ขึ้นอืด เพราะจะขัดกับหลักความเชื่อเรื่องการฟื้นขึ้นจากตาย ในวันที่พระเยซูเสด็จกลับมาในโลก แต่บาเลี่ยน ก็เชื่อในส่วนหนึ่ง ว่าพระเจ้าคงเข้าใจ และบอกว่าตน "ไม่ศรัทธาในศาสนา" … แต่จนในที่สุด ท้ายเรื่อง ก็มีผู้พูดว่า "ถ้าพระเจ้าไม่รักท่าน ท่านก็คงไม่ได้ทำอะไรมาถึงขั้นนี้หรอก" นับว่าเป็นมุมมองที่แตกต่างของอิทธิพลศาสนาในสมัยนั้น

ถ้าบาเลี่ยนมาเกิดในสมัยเรา อาจจะเข้าใจอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้ นับตั้งแต่คริสตศตวรรษหลังเป็นต้นมา ผู้ศรัทธาและรู้จักพระเจ้าอย่างแท้จริง พยายามแยกตัวออกจากพิธีกรรม รูปแบบต่างๆ ที่มนุษย์ผู้สร้างศาสนา กำหนดขึ้นมา และยึดความเชื่อเป็นหลัก ดังที่สมัยอัครทูตได้ถือกัน … ขอบคุณพระเจ้า ที่เราไม่ต้องซื้อใบล้างบาป เราอธิษฐานไม่ต้องผ่านบาทหลวง เพราะพระองค์เป็นพระเจ้าแห่งความรัก ที่รับฟังเรา โดยไม่จำกัด เวลา สถานที่ และมนุษย์ทุกคนก็มีสิทธิ์นั้น โดย พระคุณ ที่พระองค์ได้ให้เราแล้ว บนไม้กางเขนนั้น เราจึงยืนต่อหน้าพระองค์ เรียกพระองค์ว่า "บิดา" ได้ … ขอบพระคุณพระองค์ ฮาเลลูยา


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: